นายประสิทธิ์ นนทรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองสามวา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา พล.ต.สุทธิชัย วงษ์บุบผา ประธานคณะกรรมการการพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม สภากทม. พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของโรงสีข้าวในพื้นที่เขตคลองสามวาพร้อมกันนี้ได้มอบเครื่องสีข้าวให้แก่ โรงสีข้าวชุมชนพร้อมใจพัฒนาซอยนิมิตรใหม่47 เขตคลองสามวา ซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 18,000 ไร่
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า โครงการโรงสีข้าวชุมชน เป็นโครงการต่อยอดที่ทาง กทม.ให้งบประมาณในการจัดตั้งโรงสีข้าวเพื่อชุมชนมาตั้งแต่ปี 2546 นับเป็นเวลา 13 ปีมาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นชุมชนต้นแบบของการเกษตรแบบพอเพียง และในปี2559 นี้เองที่ชาวนาประสบปัญหาข้าวราคาถูก ขณะเดียวกันแนวทางของดำเนินงานของโรงสีชุมชนมีแนวทางที่ช่วยเหลือชาวนา ด้วยการให้ชาวนานำผลผลิตของตนเองมาแปรรูปเป็นข้าวสาร และออกวางจำหน่าย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นไปก่อน
ทั้งนี้โรงสีข้าวชุมชนพร้อมใจพัฒนาซอยนิมิตรใหม่47 เขตคลองสามวา ได้มี นายยงยุทธ เทียนรุ่งเรืองประธานโรงสีข้าวชุมชนพร้อมใจพัฒนา47 และเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่างๆให้กับชาวนา ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้ มีเครื่องสีข้าวที่มีอายุการใช้งานมานานถึง 13 ปี และในปีนี้ได้รับมองเครื่องสีข้าวจาก กทม.อีก 1 เครื่องในราคาเครื่องละ 250,000 บาท สามารถผลิตข้าวสารได้วันละ 2 ตัน หรือ 2,000 กิโลกรัม ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวนาในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าว คือ ทางโรงสีข้าวมีเครื่องอบข้าว ให้ชาวนานำข้าวมาอบเพื่อลดความชื้น เพื่อให้เก็บในยุงฉางได้นาน เมื่อถึงเวลาก็สามารถนำข้าวเปลือกมาแปรรูปเป็นข้าวสารได้ ทั้งนี้ข้าวเปลือก 1 ตัน จะแปรรูปเป็นข้าวสารได้ 550 กิโลกรัม และที่โรงสีข้าวชุมชนแห่งนี้เปิดให้บริการฟรีแก่ชาวนาที่นำข้าวเปลือกมาแปรรูป รายได้ของโรงสีจะอยู่ที่การจำหน่ายปลายข้าวและข้าวเปลือก ซึ่งจะนำมาเป็นรายได้ในการบริหารและการจัดการ
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันนี้ทางเขตได้เปิดพื้นที่สำนักงานเขตคลองสามวาให้ชาวนานำข้าวมาจำหน่ายทุกวันจันทร์และวันศุกร์ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1 ถุง มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม จำหน่ายในราคา 150 บาท ซึ่งมีราคาถูกกว่าข้าวสารถุงที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า หากชาวนาขายข้าวเองจะได้เงินถึง 16,500 บาทต่อตันและขายข้าวเปลือกได้อีก 8,000 บาท จะทำให้ชาวนาได้เงินมากกว่าผ่านพ่อค้าคนกลาง และมีข้อดีคือ ข้าวสารของเราจะไม่ผ่านการอบสารเคมี เพื่อป้องกันมอดหรือแมลงต่างๆ แต่ต้องรับประทานข้าวที่ซื้อมาให้หมดภายใน 1-2 เดือน ถ้าคิดในเรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องที่ดีที่เราไม่ต้องบริโภคข้าวที่อบด้วยสารเคมี ซึ่งสารเคมีอาจจะตกค้างอยู่ในร่างกายได้
“นอกจากทางเขตคลองสามวา ได้รับคำแนะนำจากผู้บริหาร กทม.ให้นำข้าวสารที่ผลิตขึ้นในพื้นที่ไปจำหน่ายข้าวของชาวนาให้กับโรงเรียนในสังกัด กทม.ในพื้นที่ ต่อยอดโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.อีกด้วย ซึ่งจะเป็นเพิ่มช่องทางทางการตลาดให้กับชาวนาได้อีกช่องทางหนึ่ง” นายประสิทธิ์ กล่าว

