เมื่อวันที่17พฤศจิกายน ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมฯ และชาวบ้าน จ.ลำปาง , กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวม 21 ราย ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อสร้างและดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง และต้องรับภาระจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าราคาแพงขึ้น จากแผนพัฒนาไฟฟ้า (PDP 2015) ร่วมกันยื่นฟ้อง รมว.พลังงาน , คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) , สำนักงานโยบายและแผนพลังงาน ( สนพ.) , คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-5 เรื่อง การดำเนินการตามแผนพัฒนาไฟฟ้า (PDP 2015) ที่เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มากเกินไปหลายเท่าตัว เป็นเหตุให้ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าผลักภาระมาให้ผู้บริโภคต้องร่วมกันจ่ายค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนผ่านค่าเอฟที (ค่า Ft = การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปจากค่าไฟฟ้าฐาน ที่มีค่าเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า + ค่าซื้อไฟฟ้า + ค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ) ที่แพงเกินกว่าความจำเป็น โดยผลมาจากการดำเนินการตามแผนหรือนโยบายที่ผิดพลาดของผู้ถูกฟ้อง ทำให้ผู้ฟ้องทุกคน ทุกครัวเรือน ทุกสถานประกอบการ ห้าง ร้าน สำนักงานฯลฯ ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทางไฟฟ้ามากขึ้น จากการผลิตกระแสไฟฟ้ามากเกินกว่ามาตรฐานของการสำรองพลังงานไฟฟ้าที่ควรจะเป็น
นอกจากนั้นการใช้ถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าก่อให้เกิดมลพิษแพร่กระจายในวงกว้าง มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างมากมาย มีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในพื้นที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง และ จ.กระบี่ในอดีต อีกทั้งการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า จะเป็นมูลเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน เพราะโรงไฟฟ้าถ่านหินและกระบวนการผลิต ขนส่ง ลำเลียง เป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่บรรยากาศ ทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อการถูกตำหนิจากนานาอารยประเทศ เพราะเป็นการดำเนินงานที่ขัดต่อข้อสัญญาหรือปฏิญญาสากลว่าด้วยการลดอุณหภูมิโลก ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 ที่ประเทศไทยได้ลงนามผูกพันแล้วด้วย
โดยการจัดทำแผนกำลังผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP 2015 ควรต้องปรับลดกำลังปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าที่ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล คือถ่านหินและก๊าซธรรมชาติให้น้อยลงกว่าเดิม และหันมาเน้นเพิ่มปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนพลังงานทดแทนมากขึ้น แต่แผน PDP 2015 กลับกำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ขัดกับแผนยุทธศาสตร์ คือแม้จะมีการเพิ่มปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนจากที่ระบุไว้ในแผน PDP 2010 Rev.3 จากเดิม 8% เป็น 20% แต่กลับไม่มีการปรับลดหรือยกเลิกกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติในส่วนของโรงไฟฟ้าในอนาคตที่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาใดๆ ทั้งสิ้น กลับเร่งกำหนดการจ่ายไฟของโรงไฟฟ้าดังกล่าวให้เร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการขัดต่อทั้งหลักยุทธศาสตร์และยังเป็นการทำให้ประเทศชาติมีปริมาณกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าความจำเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ตามแผน PDP 2015 มีการกำหนดแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกโดยมีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนจากเดิม 8 % เป็น 20 % ของปริมาณความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมของประเทศในปี2579 คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 19,634.4 เมกะวัตต์ ทั้งที่กำลังการผลิตเดิมและสัญญาซื้อไฟฟ้าเดิมยังคงอยู่ รวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้น ทำให้มีกำลังการผลิตสูงเกินกว่าความจำเป็นในการต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และยังทำให้ประเทศมีปริมาณไฟฟ้าส่วนที่เกินกว่าความต้องการใช้ (ปริมาณกำลังไฟฟ้าสำรอง) สูงถึงกว่า 30 %
ดังนั้นการดำเนินการตามแผน PDP 2015 จึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดทำแผนที่วางหลักไว้ว่า การจัดทำแผน PDP ต้องคำนึงถึงการให้มีและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ อีกทั้งควรจะมีการชะลอการสร้างโรงไฟฟ้า (ที่ยังไม่มีภาระผูกพันกับภาครัฐ) ตามกรอบแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติของกระทรวงพลังงาน
การที่ กพช. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผน และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อรับทราบ แทนที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 จะสั่งให้มีการจัดทำแผนเพื่อชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ และชะลอแผนการรับซื้อไฟฟ้าใดๆในช่วงปี 2559 – 2569 ของ กฟผ.ผู้ถูกฟ้องที่ 5 เพื่อนำงบประมาณแผ่นดินไปเร่งการพัฒนาภาคการผลิต การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาในภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อให้มีตัวเลข GDP ที่ดีขึ้นก่อนแล้วจึงมาดำเนินการเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าและซื้อไฟฟ้าใดๆ ของผู้ถูกฟ้องที่ 5 เมื่อมีความต้องการใช้ที่เหมาะสมตรงกับความต้องการที่แท้จริง การสร้างโรงไฟฟ้าสามารถกระทำให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ประกอบกับการดำเนินการดังกล่าวยังขัดต่อประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพของการผลิตและใช้พลังงาน การที่ สนพ.ผู้ถูกฟ้องที่ 3 รมว.พลังงาน ผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ กฟผ.ผู้ถูกฟ้องที่ 5 จัดทำแผน PDP 2015 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้ดุลยพินิจโดยไม่ชอบ
ผู้ฟ้อง ได้ระบุว่า พยายามทักท้วง และบอกกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องได้ทบทวน หรือระงับ หรือเพิกถอนการกระทำดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้ยุติ ระงับ หรือทบทวนแต่อย่างใดดังนั้น ผู้ฟ้องจึงขอ 1.ให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนกระบวนการจัดทำแผน PDP 2015 ที่เกิดจากกระบวนการจัดทำและใช้ดุลยพินิจและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง และหรือเพิกถอนแผน PDP 2015
2.ให้ศาลสั่งเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องที่ 2 ที่รับทราบและเห็นชอบแผนซึ่งเป็นการใช้ดุลยพินิจและการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3.ให้ศาลสั่งเพิกถอนมติ ครม.ที่มีมติเพียงรับทราบมติของผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยไม่ได้ลงมติอนุมัติหรือเห็นชอบ เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 4.ให้ศาลสั่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด ภาคประชาชนทั้งประเทศ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ หรือหน่วยงานใด ๆ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำแผน PDP 2015 ใหม่ ให้มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และ 5.ให้ศาลสั่งเพิกถอน หรือระงับการประมูลหรือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าหรือการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าตามแผน PDP 2015 ในส่วนของโรงไฟฟ้าที่มีการเร่งการเปิดใช้โรงไฟฟ้าให้เร็วขึ้นกว่าที่ระบุไว้ในแผน PDP 2010 Rev.3 รวมถึงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาใหม่ คือ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ไม่เคยถูกระบุไว้ใน PDP 2010 Rev.3 ทุกโรง รวมถึงการประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และโรงไฟฟ้าถ่านหินอื่น ๆ ทั้งประเทศ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดด้วย
ทั้งนี้แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ศาลปกครองกลาง รับคดีไว้ในสารบบความหมายเลขดำ ส.90/2559 ไว้เพื่อมีคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีเพื่อไต่สวนและมีคำพิพากษารือไม่ต่อไป

