กรมสุขภาพจิต ย้ำ! เจอผู้ต้องสงสัยผิดปกติ คลุ้มคลั่ง ทำลายสิ่งของ ต้องแจ้ง จนท. เพื่อส่งต่อรักษาอาการป่วย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมสร้างความเข้าใจในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพจิต พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 หากพบเห็นผู้มีความผิดปกติทางจิต คลุ้มคลั่ง ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ต้องร่วมกันแจ้งเบาะแสแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันผลกระทบจากความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคม
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ขณะนี้มีประเด็นความก้าวร้าวรุนแรงปรากฏในข่าวสารมากขึ้น และส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับผู้ป่วยทางจิตเวช จึงมีประเด็นที่ประชาชนสนใจอย่างมากในเรื่องพ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 ซึ่งมุ่งเน้นดูแลผู้ป่วยจิตเวช 2 กลุ่ม คือในกลุ่มผู้ที่มีภาวะอันตราย มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อทรัพย์สิน หรือกลุ่มของผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่เข้าใจความเจ็บป่วยของตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองต้องได้รับการรักษา โดยคนที่อยู่รอบข้างต้องแจ้งผู้รับผิดชอบคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือโทรสายด่วน 191 โทรสายด่วน 1669 การแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์ และส่งต่อสู่การรักษาในระบบสาธารณสุข ให้ได้รับการดูแลให้อาการดีขึ้นและติดตามการรักษาต่อเนื่อง พร้อมกลับสู่สังคม
“ทั้งนี้ ผู้พบเห็นไม่ควรถ่ายภาพหรือวิดีโอ นำมาโพสต์ลงสื่อโซเชียล เพราะจะเป็นการสร้างความรังเกียจเดียดฉันท์ ตีตราผู้ป่วยและญาติ ซึ่งนอกจากเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ยังผิดกฎหมายสุขภาพจิตอีกด้วย” พญ.อัมพรกล่าว
ด้าน พญ.เบ็ญจมาส พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรมมการสุขภาพจิตแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 ยังมีสาระสำคัญเพื่อ “สร้างเสริมสุขภาพจิต” ป้องกัน และควบคุมปัจจัยที่คุกคามสุขภาพจิต บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย รวมถึงคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยและสังคม นอกจากนี้ พ.ร.บ.สุขภาพจิตฯ ยังครอบคลุมใน เรื่องการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการคุ้มครองในการปกปิดข้อมูล คุ้มครองจากการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อ คุ้มครองจากการทำวิจัย รวมทั้งได้รับการคุ้มครองในระบบประกันสุขภาพ ในส่วนของผู้ป่วยทางจิตเวชที่มีความเร่งด่วนในการรักษา คือ กลุ่มที่มีความเครียดสูง หูแว่ว เห็นภาพหลอน หลงผิดหวาดระแวง รู้สึกเหมือนมีอำนาจพิเศษเหนือคนธรรมดา แยกตัวจากสังคม พูดจาก้าวร้าว ทำร้ายตัวเอง อยากทำร้ายผู้อื่น
สำหรับกฎหมายสุขภาพจิตนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ แต่ “ทุกคนในสังคม” จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “ผู้ป่วย” ที่ได้เข้ารับการรักษาตามมาตรฐานและได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่ออยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ “ผู้ดูแลผู้ป่วย”จะได้รับสิทธิการจัดหาความรู้ ส่งเสริมอาชีพและสิทธิอื่นๆ ที่จะทำให้ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไปได้ “พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจ ตลอดจนผู้ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน” จะได้รับความคุ้มครองกรณีนำผู้ป่วยมารับการรักษา และรวมทั้งที่สำคัญที่สุดคือ “ประชาชนในสังคม” จะปลอดภัยจากอันตราย ดังนั้นการที่ประชาชนทุกคนเข้าใจกฎหมายสุขภาพจิต ร่วมด้วยช่วยกันสังเกตตนเองและคนใกล้ชิด รวมทั้งการดูแลช่วยเหลือจากครอบครัวและชุมชน จะเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งที่จะลดปัญหาความรุนแรงในสังคมจากผู้ป่วยจิตเวชได้

