จิตแพทย์ ย้ำ อ้างป่วยจิตเวชทำร้ายคนอื่นแล้วต้องติดคุก ยันต้องรักษาต่อเนื่อง
จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่ จ.ชลบุรี ชายอายุ 29 ปี ก่อเหตุใช้มีดแทงหญิงผู้เคราะห์ร้ายอย่างอุกอาจกลางร้านสะดวกซัก ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคนสติไม่ดี พูดสับสน พูดคุยไม่รู้เรื่อง บอกแต่เพียงว่า “เข้าไปช่วย ไม่รู้จัก ไม่มีเจตนา” ขณะเดียวกัน บิดาของผู้ก่อเหตุระบุว่า ลูกชายมีอาการป่วยทางจิต แต่ขาดการรักษาที่ต่อเนื่อง ส่วนผลการตรวจร่างกายไม่พบสารเสพติด ทั้งนี้ บิดาผู้ก่อเหตุพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่าลูกชายไม่รู้ตัวในสิ่งที่ได้ทำลงไป
ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงผู้ที่มีประวัติป่วยโรคจิตเวชกับการรับผิดชอบด้านกฎหมาย ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่กว่า 95% ไม่ได้เกิดจากผู้ป่วยจิตเวช ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่ก่อความรุนแรงได้ เกือบทั้งหมดมาจากภาวะอาการทางจิตที่ไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ฉะนั้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าเป็นผู้ป่วยทางจิตที่ได้รับการรักษาถูกต้องและต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จะไม่มีโอกาสก่อความรุนแรงเลย
“เราจะเจอกันบ่อยคือ ผู้ป่วยที่เคยไปรักษาแล้วหยุดไป ทำให้อาการกลับมากำเริบได้” นพ.ยงยุทธ กล่าว
เมื่อถามถึงความกังวลว่าผู้ก่อเหตุจะหยุดคดีด้วยเหตุผลว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า กรณีที่ผู้ป่วยจิตเวชกระทำความผิดทางกฎหมาย ผู้ที่ทำการรักษาจะเป็นผู้ตัดสินใจจากข้อมูลสืบสวนเรื่องราวอย่างละเอียด ซึ่งจะมี 3 รูป คือ รับผิด รับผิดบางส่วน และ ไม่ต้องรับผิด ขึ้นอยู่กับแต่ละรายว่ามีความสามารถในการรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน
“หากเขาไม่สามารถรับผิดชอบในการกระทำของเขาได้ ก็จะต้องได้รับการรักษาแบบควบคุมตัว ฉะนั้น ผู้ก่อเหตุก็จะไม่เป็นอันตรายต่อสังคม ส่วนมาตรการป้องกัน ก็ต้องย้ำว่า หากเรามีบุคคลใกล้ชิดป่วย ก็ต้องช่วยกันดูแลให้รักษาต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นอาการทางจิตก็อาจเกิดความรุนแรงได้” นพ.ยงยุทธ กล่าว

เมื่อถามว่าความรุนแรงในสังคมเกิดขึ้นรายวัน ประชาชนต่างก็กลัวว่าวันหนึ่งตนเองอาจตกเป็นผู้เคราะห์ร้าย นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า จริงๆ แล้วเรามีพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 ที่ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลหากพบผู้ที่มีอาการทางจิต เพื่อให้ได้รับการรักษา นี่เป็นช่องทางที่เราจะช่วยกันป้องกัน” นพ.ยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551 มาตรา 22 ระบุว่า บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา 1.มีภาวะอันตราย และ 2.มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา โดยผู้พบเห็นสามารถแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ ขณะที่ มาตรา 35 ระบุว่า วิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานสอบสวนหรือศาล ส่งผู้ต้องหาหรือจำเลยไปรับการตรวจที่สถานบำบัดรักษาพร้อมทั้งรายละเอียดพฤติการณ์แห่งคดี เมื่อสถานบำบัดรักษารับผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้แล้ว ให้จิตแพทย์ตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตและทำความเห็นเพื่อประกอบ การพิจารณาของพนักงานสอบสวนหรือศาลว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้หรือไม่ แล้วรายงานผลการตรวจวินิจฉัยและ ประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีให้พนักงานสอบสวนหรือศาลทราบ

