วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 นายวิเชียร พวงลำเจียก อดีตนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลเสนอให้แบ่งข้างที่เพาะปลูกเป็น 3 ส่วน คือ 1.เก็บทำพันธุ์ 2.สีกินเอง และ 3.ขาย โดยข้าวจ้าวนาปรัง ชาวนาไม่สามารถที่จะเก็บข้าวเปลือก ไว้เพื่อทำพันธุ์เพาะปลูก ( ข้าวปลูก ) ในฤดูการผลิตหน้าหรือในรอบต่อไป ด้วยเพราะว่าเก็บเกี่ยวในระยะที่เมล็ดข้าวไม่แก่แห้งจัด มีสิ่งปลอมปน จำพวกข้าวดีดข้าวเด้ง
และปัจจุบันการทำนาปรัง ถูกยึดโยงกลับกลุ่มทุนที่ได้ดำเนินการวางเกมแบบครบวงจนให้ตกเป็น ส่วนหนึ่งของกลไกลการครอบงำจากกลุ่มทุนด้านการเกษตร ทั้งในเรื่องต้องซื้อพันธุ์ข้าว ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง เพื่อให้การเพาะปลูกได้ผลผลิต ถือเป็นวงจรที่น่ารังเกียจ หากินบนหลังชาวนา ซึ่งชาวนาทราบแต่ไม่มีทางไปสวนกระแสหรือขัดแย้งกับแนวทางที่ได้ถูกำหนดให้รับชะตากรรม
ปัจจุบันแหล่งเมล็ดพันธุ์ข้าวจ้าวนาปรัง เรียกว่าข้าว กข. ย่อมาจากกรมการข้าว หรือข้าวไวแสง ระยะปลูก 90-120 วัน เช่น ข้าวจ้าว กข.หอมปทุม ข้าวจ้าว กข.ชัยนาท มีการเพาะปลูกข้าวเพื่อเป็นพันธุ์ข้าวจำเพาะจาก 3 แหล่งใหญ่ คือ 1.แปลงนาของกรมการข้าว ซึ่งแน่นอนมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวนา แหล่งที่ 2 คือ กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ที่รวมกลุ่มผลิตเพื่อขายเป็นพันธุ์ข้าวอย่างเดียว ซึ่งมีจำนวนไม่มาก
แหล่งที่ 3 ใหญ่สุดและครอบคลุมตลาดมากที่สุด คือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ เรียกในวงการชาวนาว่า ข้าวหอมจังหวัด ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวจ้าวนาปรังไวแสง มีขายทั่วไปตามร้านด้านการเกษตร ราคาถุงละ 650 บาท น้ำหนักถุงละ 25 กิโลกรัม โดยนาปรัง 1 ไร่ ใช้พันธุ์ข้าว 1 ถุง ซึ่งแน่นอนชาวนาส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของบริษัทยักษ์ใหญ่นี้ และสำหรับราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวจาก 3 แหล่งใหญ่ถือว่าใกล้เคียงกัน ของเอกชนอาจแพงกว่าแต่ไม่มากนัก แต่ที่ชาวนานิยมคือ หาซื้อง่าย ไม่ต้องต่อคิว และมีเพียงพอ

