เมื่อเราผิดหวังจากอะไรสักอย่าง เรามักมองหา “ผู้ร้าย” หรือคนที่เป็นตัวการทำให้เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ตัวเรา และเวลานี้ “โซเชียลมีเดีย”
กำลังเป็นผู้ร้ายในทัศนะชาวอเมริกันหลายคนที่ยังคงช็อกกับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
อาชา ดอร์นเฟสต์ (Asha Dornfest) คอลัมนิสต์ชาวอเมริกันผู้มีผลงานกับหลายสำนักสื่อ รวมถึง Wall Street Journal
เขียนบทความล่าสุด “This is what happens when we stop paying for quality journalism
ในบล็อกของเธอว่า สาเหตุหนึ่งของอาการช็อกเป็นเพราะผู้คนหมกมุ่นกับข่าวสารด้านเดียวจากโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะเฟซบุ๊กมากเกินไป จนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงในโลกจริง
รู้แต่ภาพลวงตาในโลกมโน
ดอร์นเฟสต์บอกว่า หากเราอยากได้ข่าวเราต้องออกไปหาจากคนทำข่าวมืออาชีพ ไม่ใช่หาจากข่าวลือในเฟซบุ๊ก และควรรับข่าวสารจากสื่ออาชีพที่ประกาศทัศนะทางการเมืองต่างจากเราด้วย
เพื่อจะได้มีมุมมองครบทุกด้าน เช่น ถ้าชอบเดโมแครต ก็ควรรับข่าวจากฟ็อกซ์นิวส์บ้าง และถ้าชอบรีพับลิกัน ก็ควรรับข่าวจากวอชิงตัน โพสต์ หรือนิวยอร์ก ไทมส์บ้าง
ผู้เขียนเห็นด้วยกับดอร์นเฟสต์บางส่วน แต่ในกรณีเฟซบุ๊กนั้นเห็นว่า ถ้าเรารับข่าวสารจากเครือข่ายสื่ออาชีพที่ส่งต่อข่าวสารผ่านเฟซบุ๊กเอง ย่อมไม่มีปัญหา
เว้นแต่ปัญหาเฉพาะของประเทศไทย ซึ่งยังไม่เจอในสื่อหลักของสหรัฐหรือยุโรป นั่นคือการที่สื่อหลักหรือสื่ออาชีพก๊อปข่าวลือจากเฟซฯ มาทำเป็นข่าวกันดื้อๆ
โดยไม่ตรวจสอบซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงบทสัมภาษณ์และข้อมูลเพิ่มเติม
หากเป็นกรณีเช่นนั้น เราคงพูดไม่ได้อย่างดอร์นเฟสต์ว่าข่าวลือจากเฟซฯ มีปัญหา
แต่ต้องพูดว่าสื่ออาชีพมีปัญหาและน่ากลัวยิ่งกว่าข่าวลือหรือข่าวเท็จจากแหล่งที่มาซึ่งไม่น่าเชื่อถือด้วยซ้ำ
ข่าวลือหรืออีกนัยคือข่าวเท็จ/ข้อมูลเท็จทางโซเชียลมีเดีย เป็นประเด็นร้อนที่ชาวอเมริกันและยุโรปวันนี้ให้ความสนใจกันมาก
และแน่นอนว่าพวกเขาวิจารณ์กูเกิลและเฟซบุ๊กว่าเป็นต้นตอให้บรรดาเว็บปลอมเผยแพร่ข่าวปลอม
กูเกิลและเฟซบุ๊กจึงต้องประกาศชัดเจนว่าจะจัดการเว็บข่าวปลอมจนถึงที่สุด โดยกูเกิลบอกว่าจะไม่ลงโฆษณาบนเพจที่ไม่เปิดเผยตัวตนชัดเจนแน่นอน
ส่วนเฟซบุ๊กก็ตั้งทีมงานติดตามเว็บปลอมเพื่อกำจัดออกจากระบบ
แต่ข้อถกเถียงที่ยังค้างคาใจคนจำนวนมากก็คือ การกำจัดเว็บปลอมจะได้ผลหรือไม่?
เว็บปลอมเก่าหายไปจะมีเว็บปลอมใหม่หรือไม่? อะไรจะเกิดขึ้นกับผู้คนวันนี้ที่เรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย พวกเขาจะโง่กว่าหรือรู้มากกว่าคนยุคก่อน?
ข้อมูลท่วมท้นแต่มีขยะมากกว่าค่อนเป็นสัญญาณขาลงของโซเชียลมีเดียหรือไม่?
และหากแม้นเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ไหมที่คนยุคโซเชียลมีเดียจะหวนกลับไปหาเทคโนโลยีสื่อสารแบบเก่าที่ช้ากว่าแต่มั่นใจได้มากกว่าในความถูกต้องแม่นยำ?
นี่คือปรากฏการณ์ปกติในระยะเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยีและความรู้เมื่อก้าวมาแล้วย่อมไม่ถอยหลัง
แต่มนุษย์ต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้และอยู่กับสิ่งใหม่ โซเชียลมีเดียเป็นเพียงเครื่องมือและช่องทางการสื่อสารของมนุษย์ ผู้ที่คิด ตัดสินใจ
และกระทำการยังคงเป็นมนุษย์หากยังต้องการดำรงตัวตน
สำหรับยุคโซเชียลมีเดียนั้น หนึ่งในการเรียนรู้ที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคือการแยกสิ่งที่มีประโยชน์ออกจากกองขยะ
ซึ่งถ้าได้ฝึกฝนบ่อยๆ โดยธรรมชาติของสมองปกติ ย่อมเรียนรู้ว่าสิ่งใดคือ “ข้อมูลจริง” ที่มีหลักฐานพร้อมเหตุผลอ้างอิงที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน
และอะไรคิอการ “โน้มน้าว” หริอ “โฆษณาชวนเชื่อ” หรือ “เล่นตลกหลอกกัน” หรือ “ใส่ร้ายกัน”
โดยปราศจากหลักฐานและความสมเหตุสมผล
ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทำลายอินเทอร์เน็ต, โซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีใหม่อื่นๆ เพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งที่เอลี ปาริเซอร์ (Eli Pariser)
นักเคลื่อนไหวทางอินเทอร์เน็ตและทางการเมืองปีกซ้าย เรียกว่า “Filter Bubble” หรือ “ฟองสบู่ตัวกรอง”
ซึ่งเป็นอาการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะได้รับเฉพาะข้อมูลที่ระบบอัลกอริทึมของเว็บไซต์ต่างๆ จัดให้ตามพฤติกรรมและประวัติการค้นหาข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
โดยไม่ได้รับข้อมูลอื่นๆ ที่ระบบประเมินว่าผู้ใช้ฯ ไม่ชอบหรือไม่ต้องการ (เพราะไม่สนใจสืบค้น)
หากเป็นเรื่องที่เราต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อใช้และควบคุมสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองให้เป็นประโยชน์กับเรา
การอยู่ให้ได้อยู่ให้เป็นในโลกที่อัลกอริทึมของเว็บไซต์พยายามตัดสินใจแทนเรา
นอกจากพยายามสืบค้นและรับข่าวสารให้หลากหลายมากขึ้นแล้ว
เมื่อเข้าโซเชียลมีเดีย เรายังต้องหัดยั้งใจและมือ หยุดเพื่ออ่านและคิดก่อนกดแชร์อีกด้วย

