สุรินทร์ – จัดงาน ‘รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง’ โชว์การแสดง 4 ฉากที่ยิ่งใหญ่
จ.สุรินทร์ วันนี้ (19 พ.ย.59) เวลา 08.30 น. ที่สนามแสดงช้าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงาน “รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเต็มที่ เพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช วันที่ 19-20 พฤศจิกายน โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติมาร่วมชมการแสดงเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ได้นำอาหาร น้ำดื่ม มาไว้บริการประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านด้วย มีองก์การแสดง 4 องก์ ดังนี้
องก์ที่ 1 ใต้ร่มพระบารมี
เป็นบุญนักแล้วที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินขวานทองของสุวรรณภูมิ ที่ชื่อว่าประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เภทภัยที่กล้ำกรายเข้ามาทำร้ายปวงชนชาวไทย ถูกผู้มากด้วยบุญบารมี ทรงปกป้องปัดเป่าผืนแผ่นดินที่เร่าร้อนดั่งไฟให้สุขสงบร่มเย็นทุกตารางนิ้วของแผ่นดินที่ทุกข์ยาก พระอัจฉริยภาพกับความมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยของพระองค์ที่มีต่อประชาชนของพระองค์ที่จะบรรเทาทุกข์ และสร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืน โดยมิได้ทรงคำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย “เป็นบุญนักแล้วที่ได้เกิดภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”
องก์ที่ 2 สุรินทร์เมืองช้าง
เมืองสุรินทร์ เป็นอณูหนึ่งของขวานทองแห่งสุวรรณภูมิ ก่อเกิดด้วยพระเมตตาแห่งบูรพกษัตราธิราชแห่งกรุงสยาม จากกลุ่มชนเล็กๆ หลายกลุ่มในภาคอีสานตอนล่าง มีทั้ง ไทย เขมร ลาว และกูย ที่ย้ายมาตั้งถิ่นฐานตามภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ดำรงชีวิตด้วยการทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ วิถีชีวิตที่โดดเด่นในความสามารถของกลุ่มชน ในการจับช้างป่าซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่มาใช้งานที่มีชื่อเรียกขานว่า ชาวกวย หรือ กูย อันเป็นวิถีที่สร้างชื่อ “สุรินทร์ถิ่นเมืองช้าง” ครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์) แห่งกรุงศรีอยุธยา มีช้างเผือกเขตกรุง หนีออกมาจากกรุงศรีอยุธยาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่เขตพิมาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ขุนนางสองพี่น้องกับไพร่พล 30 คน ออกติดตามช้างเผือกมาทางแขวงเมืองพิมาย ได้มาสืบถามร่องรอยช้างจากชาวเมืองพิมาย ซึ่งเป็นผู้ชำนาญภูมิประเทศในแถบนั้น โดยให้ไปหาเชียงปุมที่บ้านเมืองที เชียงปุม ได้ร่วมสมทบกับขุนนางสองพี่น้องพากันไปหาเชียงไชย ที่บ้านกุดปะไท ไปหาตากะจะ และ เชียงขัน ที่บ้านโคกลำดวน ไปหาเชียงฆะที่บ้านอัจจะปะนึง จึงทราบข่าวจากเชียงฆะว่าได้พบช้างเผือก และช่วยกันจับช้างเผือกส่งพระนคร ต่อมาหัวหน้าชาวกูยผู้นั้นได้รับราชการกับพระราชสำนักกรุงศรีอยุธยา จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสุรินทร์ภักดี จากนั้นอีกสามปีจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกหมู่บ้านคูประทายขึ้นเป็นเมืองประทายสมันต์ และเลื่อนบรรดาศักดิ์ หลวงสุรินทร์ภักดี เป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวางแล้วให้เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองประทายสมันต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งปี 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมือง เมืองนี้จึงมีชื่อใหม่ว่าเมืองสุรินทร์และต่อมาคือจังหวัดสุรินทร์

องก์ที่ 3 คชสารคู่พระบารมีคู่แผ่นดิน
ช้างเผือกเป็นช้างกำหนดพระราชอำนาจบุญญาธิการบารมีของแผ่นดิน ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ สมัยอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิหรือพระเจ้าช้างเผือก ประเทศเพื่อนบ้านก่อสงคราม อันเป็นเหตุจากการขอช้างเผือกคู่บารมีไปประดับบุญญาธิการของแผ่นดินตนเอง จึงเกิดสงครามช้างเผือกขึ้น จากประวัติศาสตร์ของช้าง คู่พระบารมี คู่แผ่นดิน มีมามิได้ขาด รัชกาลที่ 9 มีช้างเผือกคู่พระบารมี ย้อนลึกลงไปสู่ประวัติศาสตร์ของชาติ ช้างคู่บารมี คู่แผ่นดิน ในการปกปักรักษาอาณาจักร การกู้ชาติ กู้แผ่นดิน ที่ถูกจารึกในสงครามยุทธหัตถี ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราเหล่าข้าราชบริพารขอกราบสดุดีพระมหาวีรกรรมแห่งบูรพากษัตราธิราชเจ้า ผู้กู้ชาติ กู้แผ่นดิน ให้ลูกหลานได้มีผืนดิน ผืนฟ้าได้อาศัย อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร อย่างร่มเย็นเป็นสุขสืบมา แม้ในยามปัจจุบัน ข้าศึกภายนอกหามีไม่ แต่ภัยจากธรรมชาติที่แปรปรวน และภัยเศรษฐกิจต่างถาโถมเป็นมรสุมที่รุนแรง แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ยังช่วยปัดเป่าให้พสกนิกรได้คลายทุกข์ ไร้โศก ปกร้อน ห่มเย็น ด้วยพระราชกรณียกิจนานัปการตามพระราชโองการที่พระองค์ทรงให้ไว้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ข้าพระพุทธเจ้าพสกนิกรชาวไทยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
และองก์ที่ 4 รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง
จากที่พ่อทรงงานหนักตลอดระยะเวลา 70 ปี เพื่อพสกนิกรชาวไทย พ่อเหนื่อย พ่อไม่เคยหยุดพัก ขณะที่พ่อป่วยอยู่โรงพยาบาล พ่อยังมองลูกๆ ของพระองค์ด้วยความห่วงใย และในวันที่ 13 เดือนตุลาคม 2559 วันที่ชาวไทยไม่อยากให้เกิดก็มาถึง ฟ้ามืดสลัวปกคลุมแผ่นดินไทย น้ำตาประชาราษฎร์ไหลอาบแก้ม ท่วมท้นลงสู่ดิน เมื่อได้ยินความสูญสิ้นพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย จากนี้ไปจะขอจดจำรอยทางที่พ่อสร้าง ความรักห่วงใยที่พ่อให้ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่ในใจ จะทำให้ชาติไทยสุขร่มเย็น
สำหรับการจัดกิจกรรม “รวมช้าง รวมใจ ไว้อาลัยพ่อหลวง” ระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายน ณ สนามแสดงช้างจังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากเป็นการจัดงานเพื่อแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จังหวัดสุรินทร์จึงเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมให้มากที่สุด โดยที่นั่งฝั่งตะวันตกเปิดให้ประชาชนชมการแสดงฟรี ส่วนที่นั่งฝั่งตะวันออก จำหน่ายบัตรราคา 500 บาท


