‘ปิ่นสักก์-อรรถพล’ 2 อธิบดียังบลัด เปิดใจภารกิจที่ท้าทาย

9.11.22 | 07:33 น.

สกู๊ปน.1 ‘ปิ่นสักก์-อรรถพล’ 2 อธิบดียังบลัด เปิดใจภารกิจที่ท้าทาย

ครบ 1 เดือน สำหรับการเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเคี่ยวๆ สำหรับหน่วยงานที่คอยรับแรงกระทบในสังคมอยู่เป็นประจำ เมื่อเกิดประเด็นที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) แห่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) “มติชน” ได้สัมภาษณ์ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดี ทช. และ ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดี คพ. สองผู้บริหารรุ่นใหม่ ในกระทรวงที่รับผิดชอบเรื่องใกล้ตัวที่สุดของคนไทย และเป็น 2 หน่วยงานที่มีผู้บริหารคนรุ่นใหม่ อายุน้อยกว่าใครๆ นับแต่ที่มีอธิบดีมา

กรมควบคุมมลพิษที่ขึ้นชื่อว่า “กรมแห่งการปราบเซียน” ต่างกับกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ ที่ผู้เป็นอธิบดีต้องพร้อมสรรพ ทั้งด้านบู๊และบุ๋น รวมทั้งกำลังพลที่จะมาเป็นพวก แต่ทว่ากรมควบคุมมลพิษที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาวิชาการ ความอดทนและอึดถึกกับผลกระทบรอบข้าง ที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน

ปิ่นสักก์ บอกว่า โชคดีที่ก่อนเข้ามาเป็นอธิบดี คพ.นั้นมีโอกาสทำงานในคลัสเตอร์ทรัพยากรมาก่อน ซึ่งก็ดูกรมควบคุมมลพิษนี่แหละ ความยากของการดูแล คพ.ก็คือต้องจัดการในสิ่งที่ทุกคนใช้ร่วมกันทั้งน้ำ คุณภาพอากาศให้สมดุล ให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ หน้าที่ของราชการคือการทำตามกฎหมาย ซึ่งเรามี พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมปี 2535 เป็นตัวกำกับดูแล โดยเวลานี้อยู่ระหว่างแก้ไขในบางตัวบทให้ทันสมัย ทันกับเหตุการณ์ สถานการณ์มากขึ้น

“ทุกมลพิษไม่มีเรื่องไหนจัดการง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ ของเสียอันตราย หรือขยะ แต่อย่างเช่นอากาศ เมื่อถึงหน้าหนาวอากาศปิด ก็จะเกิดปัญหาฝุ่นขนาดเล็ก หรือพีเอ็ม 2.5 หลายๆ พื้นที่รุนแรง หรือมลพิษในน้ำ แต่ทั้งน้ำและอากาศ จะมีวัฏจักรของมัน เมื่อถึงเวลาอากาศเปิดก็จะคลี่คลายไปเอง เป็นระบบธรรมชาติบำบัด ไม่เหมือนปัญหาขยะที่มากขึ้นเรื่อยๆ และจะอยู่กับเราทุกเวลาไม่มีฤดูกาล

Advertisement

“ที่ผ่านมาถือว่าเราสามารถจัดการขยะได้ค่อนข้างดี ปริมาณขยะในแต่ละปีเริ่มลดลง จากสถิติที่มีการสรุปปัญหาสิ่งแวดล้อมประจำปี แต่ผมมองว่าเรายังสามารถทำให้ดีกว่าที่ผ่านมาอีก ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ จนกว่าจะไม่มีปัญหานี้อีกต่อไป” ปิ่นสักก์ระบุ

ในเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือพีเอ็ม 2.5 ที่เริ่มแผลงฤทธิ์อีกรอบในช่วงเข้าหน้าหนาวนี้ คพ.เตรียมการรับมืออย่างไร

อธิบดี คพ.อธิบายว่า ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ดีขึ้นเมื่อเทียบปีที่ผ่านมาทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมถึงจำนวนจุดความร้อนของประเทศไทยที่มีจำนวนลดลง แต่การคาดการณ์แนวโน้มฝุ่นละอองปี 2566 สถานการณ์จะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากสภาพอุตุนิยมวิทยาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้จนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2566 จะมีสภาพเพดานการลอยตัวอากาศต่ำ สภาวะอากาศที่นิ่ง ลมสงบ

“การรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2566 โดยในปีนี้มุ่งเน้นยกระดับความเข้มงวดการดำเนินงานภายใต้หลักการ 3 พื้นที่ 7 มาตรการ โดย 3 พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่เมือง 2.พื้นที่ป่า และ 3.พื้นที่เกษตรกรรม ส่วน 7 มาตรการ ตามกรอบ สื่อสารเชิงรุก ยกระดับปฏิบัติการ สร้างการมีส่วนร่วม
เป็นคนรุ่นใหม่ อายุน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้บริหารคนอื่นๆ มาอยูในองค์กรปราบเซียนอย่าง คพ.ทำงานยากไหม” อธิบดี คพ.กล่าว

อธิบดี คพ.ยอมรับว่า มีปัจจัยที่ทำให้ทำงานยาก แต่มีข้อดีคือมันกระตุ้นให้เราเร่งที่จะเรียนรู้มากขึ้นและโชคดีมาก ที่ตัวเองมีพื้นฐานมาจากสถาบันวิจัย ที่เป็นที่รวมตัวของนักวิทยาศาสตร์มากมาย สำหรับเรื่องการบริหาร ก็ถือว่าเคยเป็นรองปลัดกระทรวงมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนั้นท่านปลัด (นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ก็มอบหมายให้ดูแล คพ.ทำให้มองภาพใหญ่สำหรับการทำงานได้ สำคัญคือรองอธิบดีทุกคนมีความสามารถสูง และผู้อำนวยการล้วนเป็นมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจริงๆ

ทางฝั่งของ อรรถพล เจริญชันษา ที่แตะมือกับปิ่นสักก์ จากอธิบดี คพ.ไปเป็นอธิบดี ทช. บอกว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกาะ 971 เกาะ เป็นเกาะที่ ทช.ต้องดูแล 560 เกาะ ไม่รวมพื้นที่ชายหาด ป่าชายเลน และทรัพยากรทางทะเล ทั้งปะการัง สัตว์ทะเล ที่เวลานี้มีสารพัดปัญหา โดยเฉพาะการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลน การรักษาสภาพป่าชายเลนซึ่งเวลานี้มีอยู่ 3 ล้านไร่ อยู่ในสภาพดี 1.7 ล้านไร่ ต้องฟื้นฟูอีก 2 ล้านไร่ ที่เหลือทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะกลายเป็นเมือง เป็นที่อยู่อาศัย จะต้องเข้าไปจัดสรรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องเข้าไปบริหารจัดการ

เมื่อถามว่า อะไรที่ต้องแก้เร่งด่วนทันทีเลย อรรถพลระบุว่า แต่ละเรื่องมีคนรับผิดชอบประจำอยู่แล้ว เราทำงานกันทุกวัน ทุกปัญหา เราจึงแก้และทำงานทุกวัน อย่างเรื่องการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ป่าชายเลน ก่อนหน้า ทช.มีหน่วยฉลามขาว ก็จะทำงานต่อไปอย่างเข้มข้น บทไหนถึงคราวบู๊ก็ต้องบู๊ แต่ในขณะเดียวกันจะพยายามใช้เรื่องการพูดคุย และการมีส่วนร่วมเข้ามาช่วย

“นับตั้งแต่สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โชคดีที่ทรัพยากรทางทะเลเราดีขึ้นทุกด้าน ทั้งปริมาณสัตว์ทะเลหายาก หญ้าทะเล เพราะภัยคุกคาม การรบกวนจากปัจจัยภายนอกน้อยลง หรือบางพื้นที่ไม่มีเลย สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังนับแต่นี้คือ เมื่อสถานการณ์โควิดคลี่คลายลงทุกอย่างจะต้องไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อนที่เคยเกิดการระบาดของโควิด อย่างเช่น เรื่องของการจัดการขยะ ทช.ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทำโครงการลดปริมาณขยะจากแม่น้ำที่จะไหลลงทะเล โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี 2570 จะลดปริมาณขยะจากแม่น้ำที่จะไหลลงสู่ทะเลให้ได้ 50%

“ส่วนสัตว์ทะเลหายากที่เรามองว่าเวลานี้ถึงขั้นนับถอยหลังแล้วก็คือ โลมาอิรวดี ทะเลสาบสงขลา ซึ่งน่าจะมีอยู่ไม่เกิน 15 ตัว สภาพของทะเลสาบสงขลาเองก็ไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้ระดมทั้งนักวิชาการ เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ เข้ามาช่วยกันฟื้นฟูดูแลประชากรโลมาอิรวดีให้ได้ ส่วนสัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นๆ ดีขึ้น เพิ่มปริมาณขึ้น เป็นเพราะเขาออกมาให้เราเห็นมากขึ้น ทั้งพะยูน บรูด้า เต่ามะเฟือง เป็นต้น

“อีกเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายาก แล้วเราค่อนข้างไม่สบายใจคือ ปริมาณสัตวแพทย์สัตว์น้ำที่ทำงานกับ ทช.เรามีน้อยมาก ทั้งกรม ทั่วประเทศมีแค่ 14 คน เป็นข้าราชการ 7 คน พนักงานราชการ 7 คน ก็เข้าใจความต้องการ ค่าตอบแทนและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งก็อยู่ระหว่างผลักดันให้ตำแหน่งงานด้านนี้ได้เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้นอยู่

“เรื่องของ บลูคาร์บอน (Blue carbon) หรือการเก็บเครดิตคาร์บอนจากภาคพื้นทะเล ที่จากการศึกษาเวลานี้พบว่าทะเลสามารถเป็นแหล่งเก็บคาร์บอนได้ 50-70% โดยเฉพาะจากพืชทะเลและหญ้าทะเล ซึ่งเวลานี้ยังมีข้อมูลไม่ชัดเจนนัก แต่เราได้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้เอาไว้แล้ว” อธิบดีอรรถพลกล่าวถึงเรื่องใหม่ๆ ที่ท้าทายเก้าอี้ตัวนี้