‘ชัชชาติ’ เชื่อ ประปาไม่ไหลสักวัน ตายทั้งเมืองแน่ จ่อถก ‘ผู้ว่าฯ กปน.’ เพิ่มความมั่นคงน้ำ เล็งเก็บค่าบำบัด-พลิกระบบใหม่แบบดาวกระจาย
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ห้องสมุดสิ่งแวดล้อม ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางซื่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยแพร่ภาพสดผ่านทางแฟนเพจ ช่วงก่อนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ เปิดงานสัมมนาว่าด้วยน้ำและการจัดการน้ำเสียระหว่างไทยกับสวีเดน ที่ห้อง Auditorium ชั้น 2 ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางซื่อ
นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นความร่วมมือระหว่าง สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร จัดสัมมนาเรื่องน้ำเสีย กับน้ำท่วม ยังเหลืออีกเรื่องคือ น้ำกิน
“ความจริงกรุงเทพมหานคร มีความเสี่ยงอยู่ 3 เรื่อง น้ำท่วม น้ำเสีย และน้ำกิน เพราะเราไม่ได้ทำเกษตรมาก เรื่องความแห้งแล้งอาจจะมีบางส่วน เช่น เขตหนองจอก ซึ่งก็มีกรมชลประทานช่วยเรื่องน้ำเกษตรกรรม
น้ำเสีย ก็เป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้เรามีโรงบำบัดน้ำเสียอยู่น่าจะ 8 แห่ง แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ตรงนี้ที่บางซื่อก็เป็นจุดหนึ่งในการบำบัดน้ำเสีย มีศูนย์บำบัด ตอนนี้มีเรื่องค่าบำบัดน่าเสีย ซึ่งเรายังไม่ได้เก็บ แต่อนาคตก็ต้องเก็บ เพราะเรามีต้นทุน ใครใช้เยอะก็ต้องจ่ายเยอะ ตามหลักการ Polluter Pays ใครทำน้ำเสียเยอะ ก็ต้องจ่ายเยอะ” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ถามว่าเราจะคำนวณน้ำเสียอย่างไร ส่วนใหญ่จะคำนวณจากน้ำประปา ว่าน้ำประปาเราใช้เท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นน้ำเสีย สมมติน้ำประชาใช้ไป 1 ลูกบาศก์เมตร 80 เปอร์เซ็นต์เป็นน้ำเสีย อาจจะเหลือ 0.8 ลบ.ม. อนาคตก็ต้องร่วมมือกันกับ การประปานครหลวง ร่วมกันคิดค่าบำบัดน้ำเสีย ด้วยการเอามิเตอร์ของการประปามา ลบเปอร์เซ็นต์บางส่วนเพราะอาจจะต้องกินต้องใช้ ที่เหลือเป็นน้ำเสีย เป็นต้น จะได้สอดคล้องกัน
“บางที ตามอาคารต่างๆ ก็ต้องทำบ่อบำบัดน้ำเสียของตัวเอง บางส่วนก็อาจจะเลือกส่งมาที่ส่วนรวมในการบำบัดได้ ตอนนี้ยังไม่ครอบคลุม บำบัดได้ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวันโดยประมาณ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ กทม.ต้องขยาย
เมื่อกี้ได้คุยต่างๆ นานา เราอาจจะต้องพลิกให้เป็นระบบที่เป็นดาวกระจายมากขึ้น เพราะเมื่อออกไปนอกเมือง การทำระบบศูนย์กลาง เมืองไม่หนาแน่น ถ้าไปอยู่แถวมีนบุรี ก็ต้องเก็บน้ำเดินทางไกลเพื่อมาบำบัด และส่งออก ถ้าเราบำบัดในพื้นที่ใกล้ๆ ได้ ก็จะเหมือนกับเรามีถังแซทที่บ้าน บำบัดด้วยตัวเอง บำบัดได้คุณภาพก็ปล่อยเลย ก็ต้องบอกให้ทางเราทบทวนแผนว่า สุดท้ายแล้วการทำศูนย์กลางใหญ่ๆ แล้วดึงน้ำเข้ามา ถ้าเปลี่ยนมาทำกระจายให้เล็กลง บำบัดแล้วปล่อย จะไม่ต้องขนน้ำไปขนน้ำ ต้องทบทวนแผนที่มีมาตั้งแต่ปี 2554 ก็ 10 กว่าปีแล้ว” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามว่า ที่ ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางซื่อ ถือเป็นศูนย์บำบัดน้ำที่ใหญ่หรือไม่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ก็ไม่เยอะมาก เบื้องต้นวันละ 100,000 ลบ.ม. ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้วย และน้ำส่วนหนึ่งก็เอาไปใช้ในสวน ประมาณวันละ 1,000 ลบ.ม.
เมื่อถามว่า จากการหารือ ประเทศสวีเดน มีเทคโนโลยีสำหรับการบำบัดน้ำเสียหรือไม่ ?
นายชัชชาติเผยว่า เขาทำมานานแล้ว เพราะเขาบอกมีเครื่องในประเทศไทยเป็น 1,000 เครื่อง ให้บริการอยู่ เช่น เครื่องปั่นน้ำ เขาทำมานานแล้ว โดยสัมมนาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เป็นเรื่องดี เป็นการร่วมมือกันระหว่างคนที่มีความรู้ และหาเทคโนโลยี
“แต่อย่างที่บอกว่าต้องคิดใหม่ตลอด เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยน แผนเมื่อ 10 ปีที่แล้วต้องอัพเดตใหม่ ว่าอะไรคุ้มทุน คุ้มค่ามากกว่า ต้องคุยกับการประปานครหลวง จะนัดท่านผู้ว่าฯ ไปคุย เรื่องความมั่นคงทางน้ำ ลองคิดดู ถ้าน้ำประปาไม่ไหลสักวัน เราคงตายทั้งเมือง พอๆ กับไฟฟ้า ต้องไปคุยกับการประปานครหลวง (กปน.) ความเสี่ยงเรามีไหม เรื่องแหล่งน้ำดิบ หรือฝั่งตะวันตก อย่าง คลองมหาสวัสดิ์ อาจจะต้องช่วยดูเรื่องความมั่นคง” นายชัชชาติกล่าว

จากนั้น เจ้าหน้าที่อธิบายถึง ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บางซื่อ ว่า ในส่วนของอาคารใต้ดิน มีระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งรับจากเขตบางซื่อ จตุจักร ดุสิต และเขตพญาไท ซึ่งน้ำเสียจะถูกส่งเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย
นายชัชชาติกล่าวในช่วงท้ายว่า “ต้องคิดให้ดี เพราะน้ำคือสิ่งที่มีค่า ใช้ให้ประหยัดที่สุด น้ำไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทั้งน้ำท่วม น้ำเสีย น้ำกินน้ำใช้”


