วันที่ 20 พฤศจิกายน นายประยง ดอกลำไย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เปิดเผยภายหลังจ.น่านเลือกตั้งชุดใหม่ มีนายสวาท ธรรมรักษา เป็นประธาน สกน.น่าน และศูนย์กลางขับเคลื่อนชุมชน ใช้พื้นที่ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน เป็นโมเดลแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และที่ดินทำกินของสมาชิก ใช้หลักการพึ่งตัวเองเป็นหลัก ภายใต้นโยบายเรื่องแก้หนี้สิน ปฏิรูปที่ดินกรณีเอกสารสิทธิไปกระจุกตัวอยู่ในมือของคนรวย ทำให้ที่ดินราคาแพง โอกาสที่เกษตรกรจะมีเอกสารสิทธิ์ยากมาก และเข้าไปทำกินในที่ของรัฐเพิ่มมากขึ้น จึงขับเคลื่อนให้จัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึง และเรียกร้องให้เก็บภาษีในอัตรก้าวหน้า แบบขั้นบันไดขั้นละ 50 ไร่ขึ้นไปจากคนมีที่ดินมาก ซึ่งมีโฉนดเป็นชื่อในฐานะบุคคล 6.3 แสนไร่ มากกว่าที่ทำกินของชาวน่าน ยังไม่นับรวมของบริษัทและภรรยา ซึ่งจะต้องจ่ายภาษีตามข้อเสนอของ สกน.ปีละ 2 พันกว่าล้านบาท ตอนนี้รัฐบาลรับปากจะตั้งธนาคารที่ดินให้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีที่ดิน
“ถามว่าถ้าเราตั้งธนาคารที่ดิน แล้วเอาภาษีจากคุณคนตระกูลนี้ มาซื้อที่ดินให้เกษตรกรไปผ่อนยาวๆ ดอกเบี้ยต่ำๆ คนจนก็จะมีโอกาสมีที่ดินปีละ 2,000 ไร่ ไม่ต้องไปบุกรุกที่ดินของรัฐแล้ว ส่วนธนาคารนี้จะมีเงินมาเติมทุกปี ไม่ต้องไปพึ่งงบของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม บริษัทเครื่องดื่มแอลกอร์ฮอลดังกล่าว เอางบประมาณ 7 ล้านบาทต่อปีมาช่วยฟื้นฟูอาชีพชาว อ.แม่จริม ก็ดีแต่ถือเป็นการคืนกำไรบางส่วนเท่านั้น” นายประยงกล่าว และว่ารัฐบาลจะตั้งธนาคารที่ดินให้แล้ว แต่กำหนดเงื่อนไขจะต้องดำเนินธุรกิจเหมือนธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. คือทำธุกิจ มีกำไรและมีดอกเบี้ย จะกลายเป็น ธอส.ที่ 2 แทนที่จะมาช่วยเกษตรกรกลายเป็นเพี้ยนไปแล้ว ตนเป็นบอร์ดอยู่ในองค์กรนี้ด้วยแต่เป็นเสียงข้างน้อย ไปทางอดีตแม่ทัพและ 5 ปลัดกระทรวงกันหมด ส่วนภาษีที่ดินก็จะออกให้เดือนมกราคม 2560 นี้แล้ว แต่เป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ใช่ภาษีอัตรก้าวหน้าและไม่ได้เขียนว่าจะเอารายได้จากภาษีนี้มาตั้งธนาคารที่ดิน จะเอาภาษีที่เก็บได้จาก พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาให้ท้องถิ่น เช่น อบต.ที่จะถูกยุบในปี 2561 เพิ่มรายได้ให้เทศบาลด้วยวิธีเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง โดยรัฐบาลไม่ต้องจัดงบมาให้ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่แต่พอขึ้นไปข้างบนกลายเป็นบ้องกัญชากันหมด
นายประยงกล่าวว่า นโยบายสกน.เรื่องน้ำตอนนี้ก็มีปัญหาขึ้นมาอีก รัฐบาลกำลังเสนอร่างเข้าครม. จะเริ่มให้เก็บภาษีและมี พ.ร.บ.น้ำ เพื่อจัดสรรน้ำที่เป็นธรรม แต่หลักเกณฑ์แรกคือผู้ใช้น้ำทุกกลุ่ม รวมถึงเกษตรกรจะต้องจ่าย เรียกว่าค่าคืนทุนชลประทาน เพราะลงทุนสร้างคลอง เหมือง ฝาย ที่ผ่านมาเกษตรกรเคยใช้ฟรี แต่ภาคอุตสาหกรรมไม่ยอมว่าเลือกปฏิบัติ สำหรับกรณีป่าไม้ที่กำลังจะมีปัญหาทั้งจังหวัดน่าน มีป่าอยู่แล้ว 50 กว่าเปอร์เซ็น เคยเสนอให้ออกโฉนดชุมชนหรือกฎหมายมารองรับสิทธิ์ ชาวบ้านจะได้ทำกินโดยไม่ต้องพิสูจน์สิทธิ์ แต่เขาจะเอาคืนอยู่แล้วให้ได้ 70 กว่าเปอร์เซ็น ขณะที่ถ้าให้สิทธิ์ชุมชนไปบริหารที่ดินเอง เช่น ต.น้ำพางมีที่ทำกิน 1.8 หมื่นไร่ รักษาป่าไว้ได้ถึง 2 แสนกว่าไร่ ยังไม่เท่าชาวบ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน บ้านเดียวปลูกข้าวโพด 4.5 หมื่นไร่ มากกว่าน้ำพางทั้งตำบล 2 เท่า แต่น้ำพางไปอยู่ในเขตอุทยานฯดอยภูคา และอุทยานฯแม่จริม มีพื้นที่ถูกกฎหมายเพียง 1,990 ไร่ และคือเป้าหมายการทวงคืนผืนป่า โดยปีที่แล้วประกาศไปกว่า 1 พันไร่ รัฐบาลนี้ไม่เอาโฉนดชุมชนแต่เปลี่ยนเป็น คทช.แปลงรวม จัดให้ได้เฉพาะลุ่มน้ำชั้น 3, 4, 5 ทำให้การแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่

