อุทยานฯ เตรียมข้ามฝั่งลาว แหล่งฟักลูกเสือ ปิดขบวนการค้าสัตว์ข้ามชาติ
กรณี กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ร่วมกับ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9(อุบลราชธานี) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สืบทราบว่าผู้ต้องหาลักลอบนำลูกเสือโคร่งจาก สปป.ลาว มาขายในประเทศไทย จึงติดต่อล่อซื้อจำนวน 4 ตัว เป็นเงิน 1,500,000 บาท และนัดหมายส่งลูกเสือให้ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.ลานทอง จ.มุกดาหาร จับกุม นายถนัด วงศ์สาร อายุ 63 ปี พร้อมของกลางลูกเสือโคร่ง อายุประมาณ 2 เดือน จำนวน 4 ตัว แยกเป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว โดยจากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ไปรับซื้อลูกเสือมาจากชาวบ้านที่เพาะเลี้ยงอยู่ที่ สปป.ลาว ก็ไม่คิดว่าจะมาถูกจับกุม จึงนำตัวส่ง สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดี นั้น

วันที่ 18 พฤศจิกายน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์(สบอ.) ที่ 9 (อุบลราชธานี) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ให้สัมภาษณ์ มติชนออนไลน์ ว่า มี 2 ประเด็นที่จะต้องตามความคืบหน้า คือ ทางสบอ.9 ทำหนังสือถึงกรมอุทยานฯเพื่อขออนุมัติย้ายเสือ และสัตว์ทั้งหมด ที่อยู่ใน กิจการสวนสัตว์สาธารณะมุกดาสวนเสือและฟาร์ม จ.มุกดาหาร ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางสบอ.9 และ บก.ปทส.ได้เข้าไปตรวจยึดและเพิกถอนใบอนุญาต กิจการสวนสัตว์สาธารณะเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนการย้ายสัตว์ในครอบครองมาไว้ที่กรมอุทยานแห่งชาติ เพราะมิฉะนั้นแล้ว อาจจะเกิดการถ่ายเท แจก จำหน่าย สัตว์ที่มีอยู่ได้
“ก่อนหน้านี้เราไปตรวจทีไรพบว่า เสือกำลังตั้งท้องทุกที เป็นที่มาของข้อสงสัยที่ว่า ช่วงที่ไม่ได้ไปตรวจ น่าจะมีลูกเสือเกิดใหม่ และมีการลักลอบซื้อขายกัน ทั้งนี้ ใน 1 ปี เสือสามารถตั้งท้องและมีลูกได้ถึง 3 ครั้ง ออกลูกได้ครั้งละ 3-5 ตัว โดยในฟาร์มมุกดาหารนั้น มีเสือในวัยเจริญพันธุ์อยู่ถึง 38 ตัว เราก็ไม่รู้ได้ว่า เมื่อมีลูกเสือออกมา จะมีการขนย้ายลูกเสือไปไว้ที่ไหน โดยเราตั้งข้อสงสัยว่า ลูกเสือจะถูกย้ายไปอยู่ฝั่งสปป.ลาว ให้ง่ายต่อการดูแล และยากต่อการตรวจสอบ ก่อนจะลักลอบนำกลับมาประเทศไทย เมื่อมีการซื้อขาย”นายชัยวัฒน์ กล่าว

ผู้อำนวยการ สบอ.9 กล่าวว่า ในวันนี้ ได้ติดตามเส้นทางการเงิน และการเดินทางของนายถนัด วงศ์สาร ผู้ต้องหา ที่นำเงิน 2 แสนบาท มาซื้อลูกเสือ พบว่า วันที่ 13 พฤศจิกายน ไปเบิกเงินจากธนาคารกสิกรไทยมา 2 แสน บาท และออกจากประเทศไทยไปฝั่ง สปป.ลาวเวลา 11 โมง โดยไปกับเพื่อนอีกคน ชื่อนาย ป. โดยวันที่ 13 พฤศจิกายนนั้น นอนค้างที่ สปป.ลาว 1 คืน กลับเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 17.03 น. โดยคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน เวลาประมาณ ตี 2 นัดมอบส่งของกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นสายข่าว และจับกุมตัวนายถนัดได้ตอนตี 3 พร้อมของกลาง คือลูกเสือ 4 ตัว เพื่อนนายถนัดอีกคนที่ชื่อ นาย ป. ไม่ได้เดินทางกลับมาด้วย มันน่าจะมีเงื่อนงำอะไรหรือไม่ เชื่อว่า ฝั่ง สปป.ลาวที่แขวงสวันนะเขต เป็นแหล่งเลี้ยงดูของลูกเสือที่นำไปจากประเทศไทย
เมื่อถามว่า คิดว่า ลูกเสือทั้ง 4 ตัว หากเจ้าหน้าที่ล่อซื้อไม่ได้ จะต้องกลายเป็นลูกเสือตุ๋นยาจีนหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้น คิดว่า นายถนัดเป็นแค่คนที่มาซื้อเพื่อเอาลูกเสือไปขายอีกต่อหนึ่งให้กับ กลุ่มคนที่นิยมบริโภคเนื้อลูกเสือตุ๋นยาจีน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัยวัฒน์ และเจ้าหน้าที่ของสบอ.9 ได้ตามรอยนาย ป.และนายถนัด เพื่อเดินทางไปยังสะหวันนะเขต สปป.ลาว แต่ปรากฏว่า นายชัยวัฒน์ ไม่สามารถเดินทางออกจากอาณาเขตประเทศไทยได้ เนื่องจากติดคำสั่งศาลในคดีการหายตัวไปของนายบิลลี่ พอละจี ชาวกะเหรี่ยง พื้นที่แก่งกระจานที่หายไปอยู่

