ชัชชาติลั่น ‘ถ้า รบ.ไม่มีแผน คนหนีเอง’ ชี้ กทม.เสี่ยงจมน้ำอันดับ 5 ‘ย้ายเมืองหลวงไม่ง่าย’ แนะกระจายโหนด ให้เป็นย่าน

19.11.22 | 20:12 น.

‘ชัชชาติ’ ปาฐกถา ชี้ปัญหากรุงเทพฯ จมน้ำแก้ได้ แนะกระจายโหนดให้คนทำงานใกล้บ้านมากขึ้น – มองเมืองที่ราชการเยอะ สะท้อนความล้าสมัย ลั่นถ้า รบ.ไม่มีแผน คนก็หนีเอง

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมริมน้ำ ชั้น 1 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานเสวนา “ย้ายเมือง หรือ อยู่ต่อ หากกรุงเทพฯ ต้องจมน้ำ” โดยนิตยสารสารคดี ร่วมกับ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “กรุงเทพฯ เมืองหลวง ปรับเปลี่ยนหรือโยกย้าย”

นายชัชชาติกล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เรื่องจมน้ำ แต่มีโจทย์อีกหลายตัว เช่น รถติด สิ่งแวดล้อมแย่ ผังเมืองไม่ดี

“ใจผมคำว่า ‘ย้ายเมืองหลวง’ มันมีมิติอื่น ไม่เหมือนสมัยก่อน อย่างสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี มายังกรุงเทพฯ ย้ายโดยราชการ เพราะแต่ก่อนเศรษฐกิจคอนโทรลโดยภาครัฐ ปัจจุบันเป็น Market Control คนตัดสินใจอาจจะไม่ใช่รัฐบาลด้วยซ้ำ ถ้าจะย้ายเอกชนก็ย้าย เพราะมีเรื่องความเสี่ยงมาเกี่ยวข้อง” นายชัชชาติกล่าว

 

Advertisement

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า พื้นที่ในกรุงเทพฯ อยู่ระดับต่ำกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา แนะนำให้ไปดูประตูระบายน้ำพระโขนง ซึ่งถ้าแตกน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ จึงต้องมีคันกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องมีประตูน้ำที่ปากคลอง ไม่เช่นนั้นจะทำให้น้ำท่วม ซึ่งทำให้เกิดน้ำเน่าเมื่อมีการปิดประตูระบายน้ำ

กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ปากแม่น้ำใหม่บนดินตะกอน ซึ่งเป็นดินเหนียวเยอะมาก เพราะต้องเจาะเสาเข็มลึกประมาณ 60-100 เมตร ทำให้การสร้างอาคารสูงในกรุงเทพฯ จะมีต้นทุนสูงกว่า ซึ่งคล้ายกับ เม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ที่เมื่อเวลาเกิดแผ่นดินไหว ชั้นดินเหนียวจะสั่นเหมือนเจลลี่ ทำให้ตัวอาคารสั่นมากกว่าปกติ

 

นายชัชชาติกล่าวว่า สำหรับการทรุดตัวของกรุงเทพฯ ประมาณ 1-2 ซม./ปี ซึ่งเริ่มน้อยลง เพราะไม่มีการสูบน้ำบาดาลมาใช้แล้ว แต่ที่กังวลคือระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพิ่มขึ้นปีละ 4 มม. โดยเฉพาะหากเกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) ในอ่าวไทย ก็อาจจะเห็นภาพเหมือนกับรัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงจมน้ำอันดับที่ 5

“ปัญหาของเมืองไม่ใช่เรื่องน้ำท่วม ถ้าจะย้ายเมือง มาจากปัญหารถติดมากกว่าน้ำท่วม” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาของกรุงเทพฯ มีหลายด้าน เช่น การเดินทาง Last-mile มีปัญหา, ระบบสุขภาพขั้นพื้นฐานไม่เพียงพอ, ศูนย์ดูแลเด็กเล็กไม่ได้รับงบประมาณ, พื้นที่สีเขียวไม่เพียงพอมีไม่ถึง 1 ตร.ม. ต่อคน

โดยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เกิดจาก 1.น้ำเหนือ 2.น้ำทะเลหนุน ให้ระวังในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ฐานน้ำจะขึ้นมา 1.23 เมตร 3.น้ำฝน และ 4.น้ำทุ่ง ที่ออกมาจากแก้มลิง ปัญหาการระบายน้ำออกจากพื้นที่ พบมีขยะอยู่ในแม่น้ำลำคลองจำนวนมาก การรุกล้ำคูคลอง ไม่ได้ลอกท่อ ปริมาณน้ำฝนมากขึ้นเกิน 100 มม.

 

“เรื่องขยะ ย้ายเมืองไป ไม่เปลี่ยนนิสัยก็เหมือนเดิม เราหวังว่าย้ายเมืองแล้วจะดี แต่ปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องภูมิศาสตร์ แต่เป็นเรื่องนิสัยพฤติกรรม” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า ต่อมา ปัญหาราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ปรับตัวสูงขึ้น เด็กรุ่นใหม่ต้องอยู่ไกลจากที่ทำงานมากขึ้น รวมถึงปัญหาเรื่องผังเมือง ซึ่งที่เขตหนองจอกผังเมืองเป็นสีเขียว โดยระบุว่า ห้ามสร้างอาคารเกิน 100 ตร.ม. ให้มีระยะรอบอาคาร เป็นต้น ต่อมา คือเคสป้าทุบรถ จากปัญหาตลาดกระจุกตัวรอบบ้าน 5 แห่ง แห่งละ 1,000 ตร.ม. ซึ่งเป็นการนำกฎหมายผังเมืองมาพลิกแพลง เปลี่ยนจุดหมายจากตลาดชุมชน เป็นตลาดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีกรณีโรงงานหมิงตี้ จ.สมุทรปราการ ตั้งอยู่อยู่ในผังเมืองสีแดง ที่ติดกับผังเมืองสีเหลือง ของกรุงเทพฯ

นายชัชชาติกล่าวว่า เมืองคือคน เมืองคือตลาดแรงงาน ที่เอกชนมีส่วนสำคัญ เรื่องย้ายเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่าย เพราะย้ายคน ย้ายเศรษฐกิจ ย้ายตลาดแรงงาน ส่วนเมืองไหนที่มีราชการเยอะ แสดงว่าเมืองนั้นล้าสมัย ราชการควรอยู่เบื้องหลังมากกว่า

ตัวอย่างการย้ายเมืองหลวงของประเทศบราซิล จากรีโอเดจาเนโร ไปยังบราซิเลีย ซึ่งเป็นเมืองที่ผังเมืองดี แต่ไม่มีชีวิตจิตใจ เพราะมีแต่การย้ายเฉพาะราชการไป ด้านประเทศอินโดนิเซียที่เตรียมย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตา ไปยังนูซันตารา จาก 4 เหตุผล คือ จาการ์ตากำลังจะจมน้ำ รถติดเรื้อรัง เสี่ยงภัยธรรมชาติน้อยกว่า และเป็นการกระจายความมั่งคั่งไปยังเกาะอื่น

“ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อน ให้มีการกระจายเมือง ซึ่งตอนนี้กรุงเทพฯ บ้านเดี่ยวอยู่รอบนอกหมดแล้ว มีพื้นที่อาคารสำนักงาน 10 ล้าน ตร.ม. แต่ไปกระจุกตัวในตัวเมืองตามแนวรถไฟฟ้า ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเช้าและเย็น

“เป็นปัญหาหนักกว่าน้ำท่วม แก้ไม่ง่ายนะ จะไปปรับผังเมืองใหม่ให้คนกระจายขึ้นหรอ วิธีหนึ่งคือ กระจายเมืองออกจากโหนด” นายชัชชาติกล่าว

 

นายชัชชาติกล่าวว่า ตัวอย่าง เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการกระจายความเจริญของเมืองออกไปเป็นย่านสำคัญ เช่น ชิบูย่า ชินจูกุ อุเอโนะ โดยเอาที่ทำงานให้ใกล้บ้านมากขึ้น ส่วนที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่ทำเป็นเมือง 15 นาที ทำเมืองเป็นโหนดที่มีโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน บ้าน ก็จะกลายเป็นเมืองย่อยในเมืองใหญ่ ซึ่งได้คิดโครงการ “กรุงเทพฯ 15 นาที” ว่าจะทำได้หรือไม่ ด้วยการปรับการใช้ชีวิต เพิ่มการเดิน ลดการใช้รถ ซึ่งทางภาคเอกชนเริ่มมีการทำแล้ว เช่น โครงการ Whizdom 101 แถวสุขุมวิท 101 หรือที่ไบเทค บางนา มีการสร้างอาคารสำนักงานใหม่ ให้แหล่งงานใกล้บ้านมากขึ้น

“ตอนที่ทำงานคิวเฮ้าส์ เข้าออฟฟิศ 6 โมงเช้า คนแรกที่ผมเจอคือแม่บ้าน ถามว่าอยู่ที่ไหน ก็อยู่แถวนั้นแหละ แม่บ้านอยู่ไกลไม่ได้เพราะว่าเดินทางแพง เราต้องมีคนที่อยู่ในเมืองเพื่อช่วยไดรฟ์เมือง ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดคลองเตย สร้างบ้านเพิ่มไม่ได้ ต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง ทำได้ไม่ยาก เพราะมีถนนริมอ่าวไทย เพียงแค่ยกถนนให้ขึ้นสูง แล้วทำแบริเออร์ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งปิดในกรณีน้ำทะเลหนุนสูง แก้ปัญหาน้ำเค็ม แต่จะติดเรื่องท่าเรือคลองเตย ซึ่งอาจจะให้ออกไปยังท่าเรือแหลมฉบังแทน

ส่วนนโยบายงานเปลี่ยนรูปแบบ เป็นการทำงานที่ไหนก็ได้ โดยใช้คลาวด์และอินเตอร์เน็ต โดยย้ายเมืองมาอยู่บนคลาวด์ให้หมด ถ้าจะย้ายกรุงเทพฯ ให้ย้ายบริการทั้งหมดไปอยู่บนคลาวด์ ให้มีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส อย่างทราฟฟี่ฟองดูว์ ที่ไม่ต้องไปร้องเรียนที่สำนักงานเขต การขออนุญาตก่อสร้างแบบ One-Stop Service พัฒนาระบบหมอทางไกลให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุข การเปิดเผยข้อมูล

“เชื่อว่าตลาดจะกำหนดเอง ต่อไปถ้าเขากลัวเรื่องน้ำท่วม รัฐบาลไม่มีแผนอะไร คนก็หนีเอง ผมว่าคนจะหนีไปอยู่ที่อื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า รัฐบาลก็ต้องปรับตัว เชื่อว่าแผนหลายอย่างเราก็พอรับมือได้” นายชัชชาติกล่าวปิดท้าย

อ่านข่าวอื่น