หลอน! ข้างบ้านไม่ได้กลิ่นศพผูกคอตายมา 4-5 ปี เหลือโครงกระดูก เพื่อนสนิทเศร้าตามหาแต่ไม่เจอ

21.11.22 | 14:32 น.

หลอน! ข้างบ้านไม่ได้กลิ่นศพผูกคอตายมา 4-5 ปี เหลือโครงกระดูก เพื่อนสนิทเศร้าตามหาแต่ไม่เจอ

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า ตำรวจ สน.คลองตัน รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตที่บ้านหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านซอยศรีนครินทร์ 24 เขตสวนหลวง ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวน์โฮม 3 ชั้น พบศพนายเอกกมล สุกิจจวนิช อายุ 36 ปี สภาพศพแห้งเป็นโครงกระดูก สวมใส่เสื้อผ้านอนทับผ้าห่ม กะโหลกศีรษะพาดกับบันไดชั้น 2 ไปชั้น 3 ที่ลำคอมีสายไฟรัดคอ ยาวประมาณ 1 เมตร ปลายสายไฟขาดจากสายไฟที่ผูกไว้กับราวบันไดที่ชั้นสาม ในห้องนอนของผู้ตายที่ชั้น 2 พบจดหมายลาตาย มีข้อความเลือนลาง ยังระบุข้อความไม่ได้ เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว ประมาณ 4-5 ปี ญาติผู้เสียชีวิตให้ข้อมูลว่า ผู้ตายป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ญาติคนอื่นอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง และให้น้องชายมาอยู่บ้านหลังเกิดเหตุคนเดียว

ก่อนหน้านี้ 4-5 ปี ผู้ตายได้บอกกับพี่ และญาติพี่น้องว่า จะไปทำงานต่างประเทศ จากนั้นก็ขาดการติดต่อไป จนกระทั่งญาติพี่น้องแจ้งความคนหายไว้ที่ สน.คลองตัน เมื่อปี 2561 ต่อมาพี่ของผู้ตาย พร้อมช่างเดินทางมาที่บ้านหลังเกิดเหตุ หลังจากปล่อยร้างไว้หลายปี เพื่อปรับปรุงซ่อมแซม เมื่อเปิดประตูเข้ามาภายในบ้าน ก็พากันตกใจเมื่อพบศพที่เสียชีวิตมาเป็นเวลานาน คาดเป็นน้องชายที่ขาดการติดต่อมาหลายปี และเข้าใจผิดว่าไปทำงานต่างประเทศ จากการสอบสวนเพื่อนบ้านต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนหน้านี้ 4-5 ปี ไม่ได้กลิ่นเหม็นของศพ หรือสิ่งผิดสังเกตใดๆ ต่างพากันหวาดผวาว่านอนอยู่ใกล้ศพผูกคอเสียชีวิตมานานหลายปี

ต่อมา น.ส.แจ๊ส (นามสมมุติ) เพื่อนสนิทของนายเอกกมล เปิดใจหลังทราบว่าเพื่อนเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน 4-5 ปี แล้วไม่มีใครรู้ พบอีกทีกลายเป็นโครงกระดูก

น.ส.แจ๊สกล่าวว่า สนิทกับผู้ตายมาหลาย 10 ปีแล้ว เพราะเป็นเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยกลุ่มเดียวกัน เริ่มผิดสังเกตเมื่อขาดการติดต่อไป เมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2559 เนื่องจากว่าปกติจะเข้ามาคุยกับเพื่อนในกลุ่มไลน์เสมอ แต่อยู่ๆ เขาหายเงียบไปเลย ซึ่งผิดปกติมาก เพราะนายเอกกมลเป็นคนที่ชอบเล่นโซเชียลมากไม่ว่าจะทำอะไรก็จะอัพโซเชียลตลอด แม้กระทั่งตอนไปบวชเป็นพระ ก็ยังอัพเดตความเคลื่อนไหวของตัวเองอยู่เสมอ

“รู้สึกผิดปกติจึงได้ให้เพื่อนที่อยู่ประเทศไทยไปที่บ้านนายเอกกมล แต่ก็เห็นว่าบ้านปิดเงียบ มีราวตากผ้าตากอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ขณะที่รถของเขาก็จอดอยู่ข้างริมสระว่ายน้ำ เพื่อนคนอื่นก็เลยติดต่อไปทางญาติ ก็บอกว่าไปต่างประเทศ บางคนบอกไปเกาหลี บางคนบอกไปสิงคโปร์ ซึ่งในตอนนั้นตนอยู่ที่สิงคโปร์ ก็สงสัยว่าทำไมนายเอกกมลถึงไม่ติดต่อมา เพราะว่าสนิทกันมาก กระทั่งปี 2561-2563 กลับไปที่ประเทศไทย ก็ไปหานายเอกกมลที่บ้านเหมือนเดิมถึง 2 ครั้ง แต่ลักษณะของบ้านเหมือนกับตอนที่ตนหามาก่อนหน้านี้ จึงไปถามกับนิติบุคคลของบ้านว่าจะขอเข้าไปในบ้านหน่อย แต่ว่าทางนิติแจ้งว่า ไม่อนุญาตให้เข้าไป และให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้ทางนิติได้ติดต่อกับญาติให้มาจ่ายค่าส่วนกลาง ญาติก็โอนเงินมาให้แต่ไม่มีการมาดูที่บ้านเลย” น.ส.แจ๊สกล่าว

Advertisement

น.ส.แจ๊สกล่าวต่อว่า ได้ทักหาพี่ชายของ น.ส.แจ๊ส ตอนช่วงต้นเดือนมกราคม ปี 2559 ว่าเห็นนายเอกกมลหรือไม่ พี่ชายมาตอบตอนปลายปี 2559 ว่า ไม่เห็น แต่ได้ไปแจ้งความไว้แล้ว และดูที่บ้านแล้ว แต่ไม่เจอ ในช่วงเวลา 2557 จนถึงก่อนโควิด-19 เพื่อนจะแวะเวียนไปหาที่บ้านตลอดเวลาเลยแต่ก็ไม่มี ที่ผ่านมา เพื่อนๆ ไม่ทราบเลยว่านายเอกกมลป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เนื่องจากว่านิสัยเป็นคนสนุกสนานเฮฮา และชอบอยู่กับเพื่อนเสมอ เป็นคนที่มูฟออนไวมาก ไม่ค่อยเก็บเรื่องมาคิดมากมาย ประกอบกับช่วงระยะเวลานั้น ก็ไม่ได้มีอาการอะไรที่ทำให้เพื่อนสังเกตเห็นว่าเอกเป็นโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ ในช่วงระยะเวลา 4-5 ปีก่อน โรคซึมเศร้ายังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งนี้ พอมาเห็นข่าวว่าเพื่อนได้เสียชีวิตนานถึง 4-5 ปี แต่ไม่มีใครรู้ ทำให้รู้สึกตกใจและสงสารเพื่อนมาก ที่ผ่านมาก็เคยฝันถึงนายเอกกมลว่า เขามาหาแล้วบอกว่า “สบายดี ไม่ได้ไปไหน”

“ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา วันเกิดเขา หรือวันที่เรามีปัญหา เราก็จะส่งข้อความหาเขาตลอด คิดว่าถ้าหากมันมีอะไรที่ทำให้รู้ เขาจะรู้อยู่แล้วว่าเพื่อนคิดถึงเขาตลอด และหวังว่าการที่เขาจากไป เขาจะไม่ทุกข์ทรมาน หลุดพ้นจากอะไรบางอย่างที่คิดว่ามันผูกมัดเขาอยู่ ถ้าเขาทำแบบนั้นจริงๆ ขอให้เขาไปเจอความสงบสุขตามที่เขาต้องการ” น.ส.แจ๊สกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อนในกลุ่มคุยกันว่าจะไปทำบุญให้นายเอกกมล และได้สอบถามกับครอบครัวว่ากำหนดพิธีกรรมทางศาสนาจะเป็นอย่างไร แต่ทางครอบครัวก็ยังไม่แจ้งกำหนดการมา