ชัชชาติ ลั่น ‘ใจไม่มีปัญหา’ รู้แล้ว บีทีเอสปล่อยคลิปทวง 4 หมื่นล. ยันเป็นหนี้ก็ต้องจ่าย แต่ต้องผ่านกระบวนการ กม.

21.11.22 | 15:18 น.

ชัชชาติ ไม่ห่วง “บีทีเอสซี” ออกคลิปทวงหนี้ 4 หมื่นล้าน ยันต้องให้สภา กทม.เห็นชอบ-ครม. เคลียร์ควบสัมปทาน

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงกรณีที่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณาเรียกร้องให้ทางภาครัฐชำระหนี้คืนบริษัทกว่า 40,000 ล้านบาท จากการที่ กทม.ไม่ชำระค่าจ้างเดินรถให้ (อ่านข่าว บีทีเอส ปล่อยคลิปทวงหนี้ สายสีเขียว 4 หมื่นล้าน ลั่น อย่าหนีปัญหา โยนไปโยนมา)

นายชัชชาติกล่าวว่า มีเพียงประเด็นทางกฎหมาย จากที่ข้อบัญญัติ กทม.ระบุว่า การสร้างภาระหนี้ผูกพันงบประมาณ จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภา กทม.ก่อน จะเห็นว่าทางสภา กทม.ยังไม่ได้เห็นชอบทำสัญญาจ้างเดินรถ และติดตั้งงานระบบ รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จึงมีการทำหนังสือเพื่อสอบถามทางสำนักงานเลขาธิการสภา กทม.ว่าส่วนนี้ผ่านการอนุมัติจากสภา กทม.แล้วหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องมีการทำสัญญาใหม่ให้เรียบร้อยก่อน เข้าใจว่าได้มีการส่งหนังสือไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือไม่ก็ภายในสัปดาห์นี้ โดยส่วนของมูลหนี้จากส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 เหลือเพียงแต่ให้ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้ดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2562 ที่ต้องการนำมูลหนี้ไปรวมกับการต่อสัญญาสัมปทาน

“ใจเราไม่ได้มีปัญหา กทม.เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย แต่ต้องเป็นหนี้ที่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า ขณะที่การรับโอนทรัพย์สินในส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็ถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพันเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา กทม.เช่นเดียวกัน

Advertisement

“ถ้าหากไม่ผ่านสภา กทม.จะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ถ้าจะเป็นการสร้างหนี้ในอนาคต ก็ต้องผ่านทางสภา กทม. อาจจะต้องทำสัญญาใหม่ หรือจากนี้ในอนาคต” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนการสืบสวนการทำสัญญามอบหมายงานในขณะนั้น ก็มีความเห็น 2 ส่วนด้วยกัน คือต้องผ่านสภา กทม.ก่อน และเมื่อเกิดหนี้ค่อยมาขออนุมัติงบประมาณจากสภา กทม. ภายหลัง แต่ แนวคิดของผู้บริหารชุดปัจจุบันถือว่าเป็นการก่อหนี้ผูกพัน จะต้องให้สภา กทม.เห็นชอบก่อน ไม่ใช่พอทำสัญญาแล้ว แล้วบังคับให้ทางสภา กทม.เป็นผู้อนุมัติเงิน จะเป็นการทำผิดตามข้อบัญญัติ