มธ.เปิดวงถก ‘ความยั่งยืน’ ทางออกโลกยุคใหม่ รองผู้ว่าฯ ทวิดา ย้ำ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นคน’ ที่ต้องเสมอกัน

23.11.22 | 16:55 น.
ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.

วงถก ‘WHY SDGs ?’ เน้นย้ำทางออกโลกยุคใหม่ ‘ความยั่งยืน’ จะเกิดได้ต้อง ‘ลำดับความสำคัญ’ ‘ธรรมศาสตร์’ ปรับหลักสูตรปลดปล่อยศักยภาพ น.ศ.

 เมื่อวันที่ 16-17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดเสวนาหัวข้อ “WHY SDGs ? : ‘ความยั่งยืน’ แนวคิดแห่งอนาคต ทางออกของโลกยุคใหม่” ซึ่งอยู่ภายใต้กิจกรรม “เปิดบ้านธรรมศาสตร์ เมืองแห่งความยั่งยืน พื้นที่เรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด THAMMASAT OPEN HOUSE 2022 EXPORE THE INFINITY” เมื่อวันที่ 16-17 พ.ย. 2565 โดยมีนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 120,000  คน โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ที่มาร่วมพูดคุยเสวนาถึง SDGs  ในมิติต่างๆ

รศ.ดร.พิษณุ ตู้จินดา รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตด้านคุณภาพชีวิต มธ. กล่าวว่า ปัจจุบัน SDGs คือสิ่งที่อยู่ในชีวิตของทุกคน เพราะคนรุ่นใหม่มีความตระหนักในเรื่องนี้ค่อนข้างมากกว่าคนรุ่นก่อน เพราะเห็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตการณ์ของธุรกิจ วิกฤตการณ์ของโลกร้อนที่เกิดขึ้น     ภัยธรรมชาติ วิกฤตการณ์เงินเฟ้อ และโรคระบาด  ทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เห็นได้จากแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของนักศึกษาในธรรมศาสตร์ที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วม และริเริ่มโครงการต่าง ๆด้วยตัวนักศึกษาเอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยในฐานะผู้สร้างบุคลากร จึงต้องเป็นพื้นที่ที่ทำให้นักศึกษาได้ซึมซับกิจกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืน

 “โครงการต่างๆ ในธรรมศาสตร์จะทำให้นักศึกษาสนุกกับ SDGs ไปในตัว รวมถึงมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ Sandbox ที่สามารถลองผิดลองถูกได้ และไม่สร้างผลกระทบในวงกว้าง เพราะฉะนั้นผู้บริหารจะต้องให้พื้นที่กับนักศึกษาเพื่อลองผิดลองถูก และผู้บริหารเองก็ต้องร่วมเรียนรู้ไปกับนักศึกษา เพื่อให้ได้โครงการที่จะสามารถทำได้จริง และเพื่อสร้างบุคลากรที่จะขับเคลื่อนความยั่งยืนสู่สังคมในอนาคต” รศ.ดร.พิษณุ กล่าว

ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. มีการทำ SDGs ในทุกเป้าหมาย และไม่ได้เน้นส่วนไหนเป็นพิเศษ แต่เน้นที่การจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องใดควรทำก่อนหรือทำหลัง โดยหลักการสำคัญในลำดับแรกคือต้องมุ่งที่จะตอบสนองความจำเป็นของคนในกลุ่มที่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรของเมืองน้อยที่สุด ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเมือง และการสร้างความยั่งยืนดังกล่าวต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มอื่นด้วย

Advertisement

  “ถ้าเราทำได้จะบรรลุเป้าหมาย SDGs ที่เป็นนามธรรมที่สุด คือ Inclusive เพราะเป้าหมายนี้ท้ายที่สุดไม่ใช่หมายถึงการให้เท่าไหร่ แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นคนที่ต้องเสมอกันด้วย ว่าเราได้รับการดูแลจากบทบาทของเมืองนอกจากขอให้เขาร่วมมือในการดูแลสังคม” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว

น.ส.ญาดา กาญจนิศากร Financial advisor กล่าวว่า เงินทุนมีความจำเป็นมากสำหรับทั้งธุรกิจและการขับเคลื่อนที่จะมุ่งสู่ความยั่งยืน กล่าวคือถ้าต้องการให้ความสำคัญกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสามารถเจริญเติบโตได้ ต้องมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่ปัจจัยนั้นๆ ซึ่งถ้าพูดถึงความยั่งยืนก็ต้องพูดถึงด้านการเงินคู่ขนานไปด้วย เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นในการพัฒนา  ตรงนี้สะท้อนว่าการวางโครงสร้างเรื่องความยั่งยืนจำเป็นต้องมีการพูดถึงการเงินคู่ขนานกันไปด้วย

เมื่อพูดถึงเศรษฐกิจและการเงิน นั่นหมายความว่าเรากำลังพูดถึงความมั่งคั่งของบุคคลและสังคมด้วย   ซึ่งสิ่งที่ต้องยอมรับคือเราจะพูดถึงความมั่งคั่งโดยไม่พูดถึงปัญหาของโลกไม่ได้ เนื่องจากปัญหาของโลกมีปัจจัยที่ใหญ่กว่า ดังนั้นความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่กระแสระดับโลก หรือเป็นสิ่งที่ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้เท่านั้น แต่ได้ กลายเป็นเงื่อนไขและกติกาของทั่วโลกที่ตกลงกันว่าจะไม่ใช้ทรัพยากรให้หมดไปวันต่อวัน แต่จะต้องทำให้ทรัพยากรเหล่านั้นสามารถส่งต่อไปสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างยั่งยืน

นายพีรพล เหมศิริรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งเพจ Environman เผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การพัฒนาเป็นไปในรูปแบบต่างคนต่างทำ และไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร แต่พอมี SDGs มันทำให้เกิดการร่วมมือกัน และมีตัวชี้วัดในของวาระการพัฒนาที่จะมุ่งไป ซึ่งการทำตาม SDGs ทั้ง 17 ข้อนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวันและทุกข้อมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เช่น การจะมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ จะไม่สามารถทำได้เลยหากไม่คำนึงถึงสังคม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศโดยรอบ

“ที่ผ่านมาคนเริ่มมีความตระหนักในเรื่องความยั่งยืนมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือการลงมือทำ ดังนั้นทางภาครัฐต้องออกแบบนโยบาย หรือกฎกติกาในการผลักดัน รวมถึงภาคเอกชนเองอาจจะต้องสร้างกิจกรรมในการเอื้ออำนวยให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต” นายพีรพล กล่าว

ทั้งนี้ ธรรมศาสตร์มีความโดดเด่นในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้การอยู่ร่วมกันบนหลากหลาย ซึ่งตรงกับเป้าหมายข้อที่ 5 บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศและให้อำนาจผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคน (Achieve gender equality and empower all women and girls) เช่น ไม่มีการใช้คำนำหน้าในการกำกับเพศ และอีกเรื่องที่ มธ. พยายามผลักดันคืออารยสถาปัตย์ หรือการออกแบบที่ทำให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม อาทิ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า ตามแนวทางของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นเสมือนพื้นที่การเรียนรู้สำหรับโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นที่จะเสริมสร้างทักษะการทำงานแห่งโลกอนาคตให้แก่นักศึกษา ด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นตัวช่วยในการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ถึงแนวคิดความยั่งยืน รวมถึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาในด้านต่างๆ อย่างรอบด้านในระยะยาวและไร้ขีดจำกัด

“มธ. ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันรวมถึงกระแสแนวโน้มของโลกมาโดยตลอด เพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาสามารถรับมือ และปลดปล่อยศักยภาพ อีกทั้งปรับตัวตามกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบันและอนาคตได้” รศ.เกศินี กล่าว