สบยช. ลุยศึกษาใช้สารสกัด CBD จาก “กัญชา” บำบัด “ยาบ้า-ไอซ์” รอวัดผลฤทธิ์ถอนยา-เสพซ้ำ ย้ำ ปลูกเองตามบ้าน เอามาใช้ไม่ได้
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กล่าวในช่วงหนึ่งของแถลงข่าวกัญชาทางการแพทย์รักษาโรคและเวชสำอางกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ว่า ปัจจุบันพบปัญหาผู้ป่วยติดยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าที่ยังเป็นอันดับที่ 1 ประมาณ 75-80% รองมาเป็น ยาไอซ์ 5-10% ซึ่งทั้งสองก็เป็นยาในกลุ่มเมทแอมเฟตามีน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้พบว่ามีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรงทางสังคม ซึ่งข้อมูลในภาพรวมจาก บสต. ในจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดทั่วประเทศ โดยพบว่า ผู้ป่วยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.ผู้ใช้ ผู้เสพ ประมาณ 5% ที่ไม่ได้มีการใช้สม่ำเสมอ ไม่มีความจำเป็นต้องยาทุกวัน จึงมีอาการค่อนข้างเบา ใช้การรักษาผ่านชุมชนได้ หรือโรงพยาบาล (รพ.) ขนาดเล็ก 2.ผู้ติดยา 30% ถือว่า มีภาวะการใช้ทุกวัน มีโอกาสเกิดพฤติกรรมความรุนแรง ในจำนวนนี้มี 25% มีรายงานทางจิตเวชร่วมด้วย (SMI-V) อีก 5% มีอาการมาก มีความจำเป็นต้องเข้าบำบัดใน สบยช. หรือ รพ.ในกรมสุขภาพจิต และ 3.ผู้บำบัดฟื้นฟูระดับปฐมภูมิ 65% สามารถดูแลผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน (รพ.สต.) ได้
นพ.สรายุทธ์ กล่าวว่า สบยช.พัฒนาประโยชน์จากสารสกัดกัญชา ชนิด CBD มาใช้ร่วมในการบำบัดรักษาและลดอัตราผู้ป่วยยาบ้าที่มีอาการทางจิต นำมาสู่การศึกษาใน 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มทดลอง ใช้ยา Amisulpride ที่เป็นยารักษาอาการทางจิตที่ได้ผลค่อนข้างดี ซึ่งจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ ร่วมกับสารสกัด CBD และ 2.กลุ่มควบคุม ใช้ยา Amisulpride ร่วมกับยาหลอก โดยวัดผลการรักษา 4 ข้อบ่งชี้ ได้แก่ 1.อาการทางจิตเวช ระหว่างการรักษา 2.อาการอยากยา ระหว่างการรักษา 3.พฤติกรรมเสี่ยงความรุนแรง และ 4.การเสพยาซ้ำระยะติดตามการรักษา ทั้งนี้ หากได้ผลก็จะช่วยลดปัญหาผู้ป่วยที่ใช้ยาบ้าแล้วมีอาการทางจิตที่ก่อให้เกิดความรุนแรง(SMI-V) ได้
นพ.สรายุทธ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งการศึกษา คือ การใช้สารสกัด CBD ชนิดหยอดใต้ลิ้น เทียบกับยา Methylphenidate เพื่อลดอาการถอนยาและอาการอยากยา โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มทดลอง ได้รับสารสกัด CBD ร่วมกับยามาตรฐาน เช่นยาต้านเศร้า วิตามิน และ 2.กลุ่มควบคุม ได้รับยา Methylphenidate ร่วมกับยามาตรฐาน โดยการวัดผลการศึกษาจะเทียบใน 2 กลุ่มดังกล่าว เพื่อดูข้อบ่งชี้ 3 ข้อ ได้แก่ 1.อาการถอนยา ระหว่างรักษา 2.อาการอยากยาระหว่างรักษา และ 3.การเสพติดในระยะติดตามการรักษา
“โดยเมื่อได้ผลการศึกษาแล้ว จะนำไปวิจัยต่อยอด เพื่อนำสารสกัด CBD มาใช้ทดแทนเมทแอมเฟตามีน ตามหลักการลดอัตราการใช้ยาเสพติด อย่างที่ใช้เมทาโดน(Methadone) มาทดแทนเฮโรอีนตามแนวทางลดความอันตราย ซึ่งเราตั้งใจว่าจะใช้สารสกัดกัญชามาทดแทนแมทเอมเฟตามีน” นพ.สรายุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไร ว่ากัญชาที่ปลูกในบ้านไม่สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ติดยาเสพติดด้วยตนเอง นพ.สรายุทธ์ กล่าวว่า การใช้กัญชาทางการแพทย์ต้องใช้ตามข้อบ่งชี้ และอยู่ในการดูแลของแพทย์ โดยกรมการแพทย์ก็มีคู่มือให้คำแนะนำประชาชนในการใช้กัญชาเพื่อสุขภาพ โดยขณะนี้ได้ปรับปรุงเป็นฉบับที่ 5 ปี 2565 เป็นเล่มล่าสุดแล้ว
“หากจะเอาไปใช้เองโดยอิสระ ก็จะเหมือนยารักษาโรคอื่นๆ ที่แม้จะเป็นยาดี แต่ถ้าซื้อมากินเอง ไม่มีการควบคุมกำกับก็จะอันตราย จึงต้องเรียนประชาชนว่ากัญชาเป็นภูมิปัญญาไทย แต่การใช้ต้องใช้ให้ถูกต้องตามวิธีการ” นพ.สรายุทธ์ กล่าว

