ชัชชาติ ยกผังเมืองเป็นธรรมนูญเมือง เผยขาดแคลนนักโบราณคดี-นักเศรษฐศาสตร์เมือง เตรียมจัดทำผังเมืองพิเศษ ลาดกระบัง-บางขุนเทียน
เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ ห้องประชุม ชั้น 4 สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมกิจกรรม “ผู้ว่าฯ กทม.สัญจรสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง” โดยมีคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ที่ปรึกษาโครงการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด นายเทิดศักดิ์ พ่วงจินดา (ผู้จัดการโครงการ) รศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางผังเมือง และนายธนิชา นิยมวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมและขนส่ง เข้าร่วมประชุม
นายชัชชาติกล่าวว่า หลังจากมีการโยกย้ายแต่งตั้งผู้บริหารในสังกัดกรุงเทพมหานครเรียบร้อย ต่อไปจะมีการจัดกิจกรรมผู้ว่าสัญจรในส่วนของสำนักต่างๆ โดยในวันนี้ได้มาที่สำนักวางแผนและพัฒนาเมือง ซึ่งมีหน้าที่ที่สำคัญคือการจัดทำผังเมือง
นายชัชชาติกล่าวว่า เรื่องผังเมืองเป็นเรื่องสำคัญ เปรียบเหมือนธรรมนนูญเมือง เป็นตัวแม่บทที่ทุกคนต้องมาร้อยเรื่องเข้าด้วยกัน ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้มองผังเมืองเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งผังเมืองเป็นตัวกำหนดทิศทางของเมือง
“ผังเมืองเป็นแม่บทของหลายสำนัก อย่างสำนักการระบายน้ำ ต้องมาดูผังเมืองว่าจะระบายน้ำอย่างไร ต้องไปเชื่อมโยงกับผังชาติด้วย” นายชัชชาติกล่าว
สำหรับประเด็นที่มีการพูดคุยกัน คือ 1.การจัดการฐานข้อมูลการวิจัยของเมือง ซึ่งที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการนำไปใช้ จะต้องมีการเพิ่มแนวทางในการทำงานวิจัย
สำหรับบุคลากรที่ยังขาดแคลน คือ นักเศรษฐศาสตร์เมือง เนื่องจากปัจจุบันที่เรามีเพียงนักวางผังเมืองซึ่งมองเพียงจากฝั่ง Supply Side แต่ยังขาดความรู้ว่าฝั่ง Demand Side ว่าความต้องการพื้นที่แต่ละประเภทเป็นเท่าไหร่
นายชัชชาติกล่าวว่า บุคลากรที่ยังขาดแคลนอีกคือนักโบราณคดี เพราะทาง กทม.รับโบราณสถานจากกรมศิลปากรเกือบ 40 แห่ง แต่จากการพูดคุยอยากให้มีความร่วมมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญมากกว่า ถ้า กทม.เปิดรับบรรจุโดยตรง เจ้าหน้าที่จะไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพ
นอกจากนี้ มีการเสนอให้มีนักผังเมืองประจำเขต แต่ตนอยากให้มีนักผังเมืองประจำโซนมากกว่า จำนวน 6 โซน ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละโซนให้คำปรึกษาได้
2.ร่างผังเมืองรวมฉบับแก้ไข ครั้งที่ 4 ซึ่งทบทวนใหม่ให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การผังเมือง พ.ศ.2562 เพราะยังทำประชาพิจารณ์ไม่ครบ จึงต้องเริ่มกระบวนการใหม่ แต่ถือเป็นโอกาสที่จะปรับแก้ เพราะผังเมืองต้องตอบโจทย์เมืองในปัจจุบัน
สำหรับการจัดทำผังเมืองที่ผ่านมาเป็นตัวกำหนดว่าจะสร้างอาคารสูงสุดได้เท่าไหร่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดราคาที่ดินในแต่ละพื้นที่ ทำให้เอกชนพยายามสร้างอาคารให้สูงที่สุดตามที่ผังเมืองกำหนด แต่ไม่ได้คำนึงถึงอนาคตของเมือง จึงต้องมี FAR Bonus เพิ่มพื้นที่ใช้สอยของอาคารให้สอดคล้องกับนโยบาย เช่นเพิ่มพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมือง มี Hawker Center หรือศูนย์อาหาร สำหรับหาบเร่แผงลอย
“ทางพรรคก้าวไกลเคยให้นโยบายนี้มาก่อน ทางเราก็รับมาให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงต้องรีบปรับผังเมืองให้ทันสมัย เพราะต้องผ่านหลายกระบวนการประชาพิจารณ์ ตัองจบภายในปีหน้าให้ได้” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวว่า อีกปัญหาของผังเมือง คือแผนการทำถนน ซึ่งทำไม่เคยทัน กลายเป็นการเปลี่ยนสีผังเมืองไปแล้วแต่ไม่ได้ทำถนนใหม่ ทำให้เกิดการรอนสิทธิ ทำให้ต้องรอการก่อสร้าง จึงต้องมีการประสานงานกับสำนักการโยธา ให้สร้างถนนใหม่ให้ทัน ต่อมาต้องมีการปรับปรุงข้อบัญญัติผังเมืองจำนวนมากที่ล้าสมัย ซึ่งอยู่ระหว่างการยกเลิก 11 ฉบับ และอยู่ระหว่างการศึกษาปรับปรุงอีกจำนวนหนึ่ง
“แถวลาดกระบังมีการนำพื้นที่มาวางตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งปลูกสร้าง แต่สร้างผลกระทบกับประชาชน หรือการทำคลังสินค้า กระจายทั่วกรุงเทพฯ เพราะมีการค้าขายออนไลน์จำนวนมาก กฎหมายผังเมืองจะตามตรงนี้ไม่ทัน จึงต้องปรับกฎหมายผังเมืองให้สอดคล้องกับตรงนี้ด้วย” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า จะมีการจัดทำผังเมืองพิเศษเฉพาะตามนโยบายของเรา ในเขตบางขุนเทียน และเขตลาดกระบัง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดหาที่ปรึกษา รวมถึงการนำเครื่องมือที่สำคัญที่ยังไม่ค่อยได้ใช้ คือการจัดรูปที่ดิน กับการทำเมืองเฉพาะ ซึ่งจะนำมาใช้กับ 2 เขตดังกล่าว
“การจัดรูปที่ดิน คือการนำที่ดินหลายแปลงมารวมกันวางผังใหม่ เจ้าของเดิมได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ว่าถ้าตรงนี้ทำสวน คนทำสวนไม่ได้ประโยชน์จากการไม่มีมูลค่า คนทำที่อยู่อาศัยได้ประโยชน์เยอะ เอามาที่ดินรวมเป็นแปลงเดียวกัน แล้วเฉลี่ยผลประโยชน์กัน ที่ผ่านมามีแต่ที่ดินแถวสวนหลวง ร.9” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า การทำฐานข้อมูลของเมือง ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลทั้งสีของผังเมือง ความเสี่ยงของเมือง วิเคราะห์แสงแดด ทิศทางลมโดยภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปขยายผลต่อได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เมือง จึงต้องเปิดเผยทุกข้อมูล ยกเว้นข้อมูลจำเป็นที่ต้องปิด ที่ผ่านมาปิดทุกข้อมูล ยกเว้นจำเป็นต้องเปิด
“การมีข้อมูลที่ดี การ Open Data เชื่อว่าเอกชน ประชาชน จะนำข้อมูลตรงนี้ไปพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามว่า แนวคิดของผู้ว่าฯ กทม.เรื่อง TDR (Transfer of Development Right) หรือการโอนสิทธิการพัฒนา นายชัชชาติกล่าวว่า ต้องคิดข้อดีข้อเสียให้ดี เพราะมีความกังวลเรื่องความหนาแน่นในบริเวณนั้น ถ้าไปโอนสิทธิจากที่ไกล จะช่วยเรื่องความเท่าเทียมของสิทธิ แต่ทำให้พื้นที่ตรงนั้นมีความหนาแน่นเกินกว่าเจตนารมณ์ในตอนแรก แต่ได้บอกที่ปรึกษาให้มีการทบทวน

