สำหรับบรรยากาศการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในวันที่ 23 พฤศจิกายน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องกันมาเป็นวันที่ 26 นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พสกนิกรชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศที่มาด้วยหัวใจตั้งมั่น ต่างเดินทางมายังท้องสนามหลวง เพื่อต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง โดยทยอยมากันตั้งแต่เช้าตรู่ช่วง 02.00-03.00 น. ทั้งนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะก่อนเวลาจริงตั้งแต่เวลา 04.45 น. ทางประตูวิเศษไชยศรี เข้าสู่ประตูพิมานไชยศรี ผ่านพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่กำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังเพื่อขึ้นไปถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ และเดินออกทางประตูสรีสุนทรและเทวาภิรมย์
เมื่อเวลา 08.30 น. สำนักพระราชวังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวซื้อบัตรเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยวันนี้นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติยังเดินทางมาเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และรอบบริเวณพระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าโทนสุภาพ เช่น สีดำ ขาว เพราะทราบว่าประเทศไทยอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ รวมทั้ง สำนักพระราชวังได้เปลี่ยนเส้นทางให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะทางประตูมณีนพรัตน์ ผ่านระเบียงคด ของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จากนั้นผ่านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก่อนเข้าสู่กำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเพื่อขึ้นไปถวายสักการะพระบรมศพ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกสารทิศ นายรัตฐกาน แซ่ม้า อายุ 40 ปี ชาวเขาเผ่าม้งซึ่งร่างกายไม่สมบูรณ์เป็นโปลิโอตั้งแต่เล็ก พร้อมด้วยลูกสาว น.ส. เมวดี แซ่ม้า อายุ 18 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองกองวิทยาคม และญาติพี่น้องอีก 2 คน ตั้งใจปั่นจักรยานจาก อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร เพื่อมาถวายสักการะพระบรมศพ สักครั้งหนึ่งในชีวิต ด้วยอยากมาแสดงความจงรักภักดีแด่พระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย
นายรัตฐกาน กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า แม้ว่าการเดินทางมายังพระบรมมหาราชวังจะสามารถมาโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถประจำทางก็ได้ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ปกเกล้าชาวไทย จึงตั้งใจที่จะปั่นจักรยานเพื่อถวายความอาลัยและแสดงความจงรักภักดี ได้ออกเดินทางตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 20 พฤศจิกายน ระหว่างทางแวะนอนพักที่วัดบ้าง ที่ศาลาริมทางบ้าง มาถึงวันนี้ราว 04.00 น. ซึ่งระยะทางที่ปั่นมาราว 350-400 กิโลเมตรนี้ เทียบไม่ได้กับระยะทางที่พระองค์ท่านได้เดินทางไปทั่วทุกสารทิศในแผ่นดินไทย
“ในหลวงร.9ทรงมีพระเมตตากับชาวเขาเป็นอย่างมาก ทรงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดาร แม้ว่าจะไม่เคยรับเสด็จก็รับรู้ได้ถึงพระเมตตาของพระองค์ และพระองค์ยังได้นำความรู้และเปลี่ยนแปลงให้ชาวเขาได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากเดิมรุ่นปู่ย่าตายายปลูกฝิ่นหารายได้ แต่พระองค์ได้ส่งเสริมให้ปลูกพืชเกษตร ซึ่งไว้สำหรับกินเองและยังขายหารายได้ได้ ปัจจุบันตนเองก็ปลูกข้าว ปลูกมัน เลี้ยงไก่ หมู ปลา กินอยู่พอเพียง ที่เหลือก็ขาย ที่ผ่านมาก็ได้สอนเรื่องเหล่านี้ให้ลูกสาว สอนให้เป็นคนดี ตอบแทนสังคม และอยู่ทางพอเพียงตามแนวทางของพระองค์” นายรัตฐกาน กล่าวด้วยความซาบซึ้ง
ด้าน น.ส.เมวดี กล่าวว่า อยากเดินทางมาสักการะพระองค์ท่านพร้อมกับพ่อ และอาจจะเป็นครั้งเดียวที่ได้มา โดยส่วนตัวรับรู้และรู้จักพระองค์ตั้งแต่เด็กจากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ในเผ่าม้ง ซึ่งท่านมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวเขาเผ่าม้งมาก ซึ่งตนจะประพฤติคนเป็นคนดี ยึดหลักความพอเพียงและใช้จ่ายอย่างประหยัด

ขณะที่ นางจันทร์ผง กันธิยา อายุ 80 ปี ภูมิลำเนาอยู่ จ.ลำพูน ปัจจุบันได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า ออกจากบ้านพร้อมกับหลานตั้งแต่ 01.00 น. เรียกแท็กซี่มารอต่อแถว และได้เข้าสักการะพระบรมศพประมาณ 09.30 น. รู้สึกดีใจมากที่ได้มา แม้จะรอเป็นระยะเวลา 8 ชั่วโมงกว่า ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย เพราะพระองค์ทรงงานหนักและเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนมามาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือประชาชนทั่วทุกภาค โดยเมื่อหลายสิบปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปที่ จ.ลำพูน ได้เคยไปเฝ้าฯ รับเสด็จริมทางที่ขบวนเสด็จผ่าน ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ปลาบปลื้มมากที่ได้เห็นพระองค์ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ไม่ทอดทิ้งประชาชนเลย


