เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีหมายเลขดำที่นายสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม.เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) และประธานกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2563 นายสิระ โจทก์ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยจึงทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 10 ก.ย. 2563 และยื่นหนังสือดังกล่าวผ่านสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร์ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร์ ว่าโจทก์มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตั้งกรรมาธิการแทนที่ว่างและมีข้อความในย่อหน้าสุดท้ายว่า เนื่องจากนายสิระ เป็นกรรมาธิการที่ไม่มีความรู้และไม่สนใจปฏิบัติหน้าที่ขาดการประชุมบ่อยครั้ง เข้าประชุมแต่ละครั้งเพียง 1 นาทีหรือไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพียงหวังรับเบี้ยประชุมเท่านั้นจึงขอให้แจ้งทางพรรคได้พิจารณาบุคคลที่มีความรู้ความเหมาะสมกับตำแหน่งมาปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เผยแพร่หนังสือดังกล่าวในเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องตั้งแต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ โดยวันนี้นายสิระ โจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วตามทางไต่สวนมูลฟ้องได้ความว่าโจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐและเป็นประธานคณะกรรมการที่การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทยและเป็นประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จำเลยเป็นประธานกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคดีโจทก์มีมูลหรือไม่เห็นว่าการหมิ่นประมาทนั้นเป็นการกระทำโดยใส่ความคือบอกกล่าวข้อความอันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังเกิดขึ้นอยู่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง เป็นการกล่าวหาผู้อื่นต่อบุคคลที่สามให้ได้รับความเสียหายและข้อความดังกล่าวจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ จากถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในหนังสือประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ว่าโจทก์เป็นกรรมาธิการไม่มีความรู้และไม่สนใจปฏิบัติหน้าที่ขาดการประชุมอยู่บ่อยครั้งเข้าประชุมแต่ละครั้งไม่เกินครึ่งชั่วโมงเพื่อหวังเบี้ยประชุมเท่านั้น มีลักษณะเป็นการยืนยันว่าโจทก์ขาดคุณสมบัติในการทำหน้าที่กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบมิชอบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั่วไปถูกดูหมิ่นเหยียดหยามว่าโจทก์ไม่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่เป็นคนไม่ดี ไม่ซื่อตรงหรือทุจริตประพฤติมิชอบเสียเอง ถ้อยคำดังกล่าวจึงอาจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ประกอบกับได้ความตามที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อพิพาทกันมาก่อน จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวในหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่สุจริตมุ่งจะทำลายชื่อเสียงของโจทก์ทำให้ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ได้รับความเสียหาย คดีโจทก์จึงมีมูลให้ประทับรับฟ้องและพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ประทับรับฟ้อง และนัดจำเลยมาสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐานและกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 13.30 น.

