กรมศิลป์ยก ‘ข่วงสามกษัตริย์’ เทียบลานคนเมือง ชัชชาติ ชี้พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงษ์ ตย.น่าเล็ง

1.12.22 | 22:58 น.

กรมศิลป์ยก ‘ข่วงสามกษัตริย์’ เทียบลานคนเมือง ชัชชาติ ชี้พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงษ์ ตย.น่าเล็ง

เมื่อเวลา 14.55 น. วันที่ 1 ธันวาคม ที่ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และลานคนเมือง สู่พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2565

ในตอนหนึ่ง นายชัชชาติ กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีมติให้เตรียมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดย่อยขึ้นมา โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ เช่น จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และแต่งตั้งที่ปรึกษาฯ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านสร้างคุณค่าและเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ

นายชัชชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ หลายท่านสนใจที่จะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง แต่หลายคนไม่อยากให้เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่จะให้เป็น “สปริงบอร์ด” เป็นจุดที่ให้คนกระโดดไปที่อื่น เมื่อมาเห็นตรงนี้ก็อยากไปดูตามที่ต่างๆในกรุงเทพฯ เพราะจุดนี้คล้ายกับสะดือกรุงเทพ ที่มีความตื่นเต้นน่าสนใจ

“ไม่อยากให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตาย เหมือนกับศิลาจารึก ต้องมีการเปลี่ยนตลอดพร้อมกับความเป็นไปของชีวิต” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์พัฒน์พงษ์ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ปรับเปลี่ยนเหตุการณ์ตลอด แต่ต้องนำคนที่มีวิสัยทัศน์มาร่วมในคณะอนุกรรมการ ทั้งนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ อาจจะแบ่งเนื้อหาเป็นโซนอดีตอันรุ่งเรือง ปัจจุบันอันน่าตื่นเต้น และอนาคตที่เป็นไปได้ รวมถึงโซนแสดงเหตุการณ์ที่มีผลกระทบกับกรุงเทพฯ อย่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยจะนำเสนอทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบ

Advertisement

ด้านนายบพิตร วิทยาวิโรจน์ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวเสริมว่า เหมือนกับที่ลานอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ ที่หน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ หลังเก่า ที่ภาษาคำเมืองเรียกคำว่า ลาน ว่า “ข่วง” เหมือนกับศาลาว่าการ กทม. ที่มีลานคนเมืองอยู่ด้านหน้าเช่นเดียวกัน โดยศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ หลังเก่า ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนตัวข่วงก็มีการจัดกิจกรรมหมุนเวียน ขณะเดียวกันถนนที่อยู่ใกล้กันได้ทำเป็นถนนคนเดิน ตั้งแต่วันศุกร์-วันอาทิตย์ ส่วนด้านข้างที่เดิมเป็นสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

“เนื้อหามีความสอดคล้องกัน พูดถึงตัวเชียงใหม่ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ตัวข่วงที่อยู่ด้านหน้าก็ส่งเสริมวิถีวัฒนธรรมล้านนา ในภาพใหญ่เราไม่ได้มองเฉพาะตัวอาคารกับลานด้านหน้าเท่านั้น มันต้องมองวิถีชีวิตคนในชุมชนรอบๆ ด้วย” นายบพิตรกล่าว

“เมื่อย้ายศาลากลางออกแล้ว ก็ไม่ได้มีความเงียบเหงา วันเสาร์อาทิตย์มีความคึกคัก เพราะมีถนนคนเดิน ซึ่งตอนย้ายศาลากลางร้านค้ารอบข้างก็กลัวว่าจะเงียบเหงาเหมือนกัน” นายบพิตรกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การย้ายสำนักงานออกจากศาลาว่าการ เสาชิงช้า ไปรวมไว้ที่ อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ ดินแดง มีการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดในประเด็นดังกล่าว คือคณะกรรมการบริหารจัดการในการย้ายหน่วยงาน/ส่วนราชการภายในศาลาว่าการกรุงเทพมหานครไปยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง และคณะกรรมการบริหารจัดการศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร และลานคนเมืองสู่พิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพมหานคร โดยทั้ง 2 คณะกรรมการมีบทบาทต่างกัน คือบทบาทด้านการควบคุมการย้าย พัฒนาพื้นที่รองรับการย้ายข้าราชการและพนักงานของกรุงเทพมหานครกว่า 2,500 คน และบทบาทด้านการพิจารณาว่า เมื่อย้ายแล้วจะบริหารจัดการพื้นที่บริเวณศาลาว่าการ เสาชิงช้า จะปรับเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง โดยย้ายสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เข้าไปอยู่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลในเรื่องนี้

ซึ่งที่ผ่านมาการประชุมได้หารือถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ โดยสามารถสรุปได้ว่าหากมีการย้ายจะต้องปรับปรุงพื้นที่เดิมโดยมีเป้าหมาย 4 ข้อ คือ 1.เป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งรวบรวมความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 2.ต้องสามารถเป็นหมุดหมายการเดินทางให้สำเร็จ โดยยกตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ซึ่งเป็นหมุดหมายของนักเดินทางทั่วโลก 3.ต้องเป็นการฟื้นฟูสภาพของเมืองชั้นในของกรุงเทพมหานคร ทั้งพื้นที่ของศาลาว่าการกรุงเทพมหานครและเกาะรัตนโกสินทร์ และ 4.ต้องแสดงถึงชีวิตของคน มีกิจกรรมของคน มีพื้นที่ให้คนมาสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ให้มีกิจกรรมเกิดขึ้น โดยกรรมการทั้ง 2 คณะที่ตั้งขึ้นมีระยะเวลาในการดำเนินการศึกษา 2 ปี