กมธ.ทุจริต เชิญอสส.แจง หลัง รก.’รองอสส.’ ยื่นเอกสาร1,000 หน้า 10 พยาน ปมบัตรสนเท่ห์ไม่อุทิศเวลาราชการ

2.12.22 | 11:39 น.

“ศักดา”รักษาการรอง อสส.เข้าเเจง กมธ.ปราบทุจริตฯหลังเคยยื่นร้อง ถูกกลั่นเเกล้ง ส่งบัตรสนเท่ห์กล่าวหาว่าไม่อุทิศเวลาราชการสมัยนั่งอธ.อัยการทำให้อาจชวดได้โปรดเกล้าฯ ทนายเผยเจ้าตัวยื่นหลักฐานเเจงยิบ 1,000 หน้า พยาน 10 ปาก เเต่ไม่ได้รับพิจารณา กมธ.เตรียมเชิญ อสส.เเจง


พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ได้มีหนังสือเชิญ นายศักดา ช่วงรังษี รักษาการรองอัยการสูงสุด และเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม กรณี นายศักดา ไม่ได้รับความเป็นธรรมอันเนื่องมาจาก มีผู้ไม่หวังดีใส่ร้ายแกล้งทำบัตรสนเท่ห์ กล่าวหาว่า ไม่อุทิศเวลาให้แก่ราชการ ในขณะที่นายศักดา ดำรงตำแหน่งอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองภูเก็ต และขณะดำรงตำแหน่ง อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาตลิ่งชัน  และต่อมาวันที่ 14 มิ.ย. 2565 ประธานกรรมการอัยการ ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา และอัยการสูงสุดมีบัญชาในวันที่ 20 มิ.ย. 2565 ให้ผู้ตรวจการอัยการแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2565 ได้มีการประชุม คณะกรรมการอัยการครั้งที่ 10/2565 มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้นายศักดา ช่วงรังษี ขึ้นดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด และน.ส.นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแต่งตั้งข้าราชการอัยการ ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 18ต.ค. 2565 แล้ว

ต่อมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือสอบถามอัยการสูงสุด กรณีนายศักดา ช่วงรังษี มีความเหมาะสมในการที่จะชลอการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งนายศักดา ช่วงรังษี  เป็นรองอัยการสูงสุดหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการอัยการจะได้มีการประชุมเรื่องดังกล่าวใน วันที่ 15 ธ.ค.2565 นี้

โดยวันนี้นายศักดาเดินทางมาชี้เเจงพร้อมกับ ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ ทนายความและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ

Advertisement

ดร.เกษม ทนายความนายศักดากล่าวว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานายศักดา ได้นำเสนอพยานหลักฐานเพิ่มเติมเป็นพยานเอกสารกว่า 1,000 แผ่น และให้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 ปาก ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2565 แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา จนบัดนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ซึ่งต้องถือว่านายศักดา เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เคยถูกชี้มูลความผิดและไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแต่อย่างใด และเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงบัตรสนเท่ห์ซึ่งไม่มีพยานหลักฐานแวดล้อมปรากฏชัดแจ้ง ตลอดจนไม่มีพยานบุคคลแน่นอนพอที่จะสอบสวนได้ ซึ่งอัยการสูงสุด มีอำนาจตามมาตรา 4 (1) แห่งระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนชั้นต้นฯ พ.ศ. 2554 ที่จะไม่ดำเนินการสอบสวนก็ได้ และกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ล่าช้าตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.2565 จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการชะลอเสนอโปรดเกล้าฯ นายศักดา และทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง และ เชื่อว่ามีผู้ประสงค์ร้ายอันเนื่องมาจาก ขณะนั้นนายศักดา ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการเอกชนร่วมลงทุนปรับปรุงขยายการประปาปทุมธานี-รังสิต ได้คัดค้าน บริษัทเอกชนรายหนึ่ง ไม่ให้ต่อสัญญาสัมปทานเนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เป็นเหตุให้ตนเองถูกปลดจากคณะกรรมการกำกับฯโครงการดังกล่าวเมื่อวันที่ 20ธ.ค. 2564 และหากตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมให้ได้รับการเสนอชื่อโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด ตนก็จะดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ซึ่งขั้นตอนต่อไปทาง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ จะได้มี หนังสือเชิญอัยการสูงสุด และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวมาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ ต่อไป