รองโจ๊กสั่งจับต่างชาติสวมบัตรประชาชนร่วมแก๊งปลอมเอกสารจดทะเบียนทำธุรกิจการศึกษาในไทย

2.12.22 | 16:26 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 ร่วมกันเปิดเผยผลจับกุม นายชัยพัฒน์ อ่วมอินทร์ เจ้าหน้าที่ที่ว่าการอำเภอโคกสูง จ.สระแก้ว ผู้อนุญาตให้ออกบัตรประจำตัวประชาชนให้กับบุคคลดังกล่าวความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” และดำเนินคดีบุคคลที่แอบอ้างเป็น น.ส.พนิดา สุขพยอม ฐานความผิด “แจ้งให้เจ้าพนักงาน จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และ ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความต่อเจ้าพนักงาน” โดยดำเนินคดีที่ สภ.โคกสูง ปัจจุบันสำนวนการสอบสวนอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ท.นอกจากนี้บุคคลที่แอบอ้างเป็น น.ส.พนิดา มีการแสดงตนตามสื่อสังคมออนไลน์และเว็ปไซต์ต่างๆ ว่าเป็นผู้บริหารของบริษัท ทีซีเอ็ดดูเคชั่น จำกัด ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการการศึกษาแก่ชาวต่างชาติที่ต้องการศึกษาในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ซึ่งได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพื่อชักชวนให้ชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อและสามารถใช้ ประโยชน์ในการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรไทยได้


พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตรวจสอบพบว่าบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวมีการนำไปขอทำหนังสือเดินทางที่กรมการกงสุล เพื่อใช้เดินทางเข้าออกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2556 มีความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14(1), (4) และ ประมวลกฏหมายอาญามาตรา 137, 267 และ 268 โดยมีการดำเนินคดีที่ สน.ทุ่งสองห้อง และออกหมายจับบุคคลดังกล่าวในความผิดฐาน “ใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับอันเกิดจากการกระทำความผิดโดยยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย, แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และ ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” หมายจับลงวันที่ 16 พ.ย.65

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่หมู่บ้านกลางกรุงสาทร ขณะจับกุมผู้ต้องหาแสดงตนโดยใช้ชื่อ น.ส.แนน มัน สัญชาติเมียนมา โดยรับว่าเป็นบุคคลตามตำหนิรูปพรรณตามหมายจับจริง อีกทั้งเข้าตรวจค้นที่ทำการบริษัท ทีซีเอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ภายในตึกแห่งหนึ่ง ถนนสาทรใต้ แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร พบข้อมูลผู้ต้องหาที่แอบอ้างเป็น น.ส.พนิดา เป็นผู้ก่อตั้งแต่ไม่ปรากฏชื่อ น.ส.แนน มัน หรือ น.ส.พนิดา เป็นกรรมการบริษัทหรือผู้ถือหุ้น สืบสวนต่อมาทราบว่าผู้ต้องหามีการนำข้อมูลบัตรประชาชนคนไทยซึ่งเป็นแม่บ้านไปใช้ในการเริ่มก่อตั้งบริษัทดังกล่าวโดยที่แม่บ้านไม่ทราบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งมีการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในความผิดฐาน “ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และ ฉ้อโกง” ที่ สน.บางรัก อีกฐานความผิดหนึ่งแล้ว

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบชาวต่างชาติแอบอ้างใช้ข้อมูลคนไทยขอมีบัตรประจำตัวประชาชนและนำเอาบัตรประจำตัวประชาชนที่ได้มาโดยผิดกฎหมายไปแสดงตนและติดต่อกับหน่วยงานรายการต่างและทำนิติกรรมต่างๆ เสมือนเป็นคนไทย หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่าพบบุคคลต้องสงสัยที่ใช้บัตรประชาชนไทย แต่พูดภาษาไทยได้จึงให้ตำรวจตรวจสอบที่มาของบุคคลดังกล่าวโดยละเอียด จากการสืบสวนพบว่าพฤติการณ์จากการร้องเรียนดังกล่าว มีบุคคลแสดงตนโดยใช้ชื่อ น.ส.พนิดา และนำบัตรประจำตัวประชาชนที่ได้ไปใช้ขอแจ้งให้กำเนิดบุตร เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.57 ที่โรงพยาบาลย่านสุขุมวิท โดยไม่ได้ระบุชื่อบิดาผู้ให้กำเนิด โดยบุคคลดังกล่าว ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ และไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติตนรวมทั้งบิดามารดาเจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบข้อเท็จจริงจากฐานข้อมูล ทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชน ปรากฏว่าเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานนั้นเป็นแบบพิมพ์สูติบัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ยังไม่มีการใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว กรณีดังกล่าวจึงมีข้อสังเกตว่าอาจจะไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้โดยชอบ ต่อมาสอบปากคำมารดา น.ส.พนิดา จึงทราบว่าแท้จริงเป็นบุคคลพิการมาตั้งแต่กำเนิด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยู่ในความดูแลของมารดามาโดยตลอด และที่สำคัญคือ น.ส.พนิดา ตัวจริงนั้นยังไม่เคยขอมีบัตรประจำตัวประชาชน นอกจากนี้ หลังจากเห็นภาพบุคคลที่มาขอบัตรประชาชน น.ส.พนิดา ยืนยันว่าไม่ใช่ น.ส.พนิดา แน่นอน และไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงเชื่อได้ว่ามีกระบวนการช่วยเหลือให้บุคคลซึ่งมิใช่สัญชาติไทยสามารถมีบัตรประจำตัวประชาชนไทยได้ โดยมีการนำข้อมูลทางทะเบียนราษฎรของคนพิการสัญชาติไทย มาใช้ในการทำบัตรประจำตัวประชาชนโดยผิดกฎหมาย (สวมบัตร) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีดังกล่าว

Advertisement

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการสวมบัตรประชาชนคนไทยแล้วสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องพบว่ามีชาวต่างชาติที่ใช้ช่องทางผิดกฎหมายในการสวมบัตรคนไทยเพื่อมาทำนิติกรรมและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเตรียมเปิดตัวเป็นนายหน้าในการหาสถานศึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติในการใช้เป็นหลักฐานในการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรไทย ดังนั้นตำรวจรวมทั้งตรวจคนเข้าเมืองจะต้องทำหน้าที่เป็นปราการด่านสำคัญในการตรวจสอบบุคคลที่จะเข้ามาในประเทศไทย หรือจะขออนุญาตอยู่ต่อในประเทศ จะต้องคัดกรองอนุญาตให้คนดีเข้ามา และคัดคนไม่ดีออกจากราชอาณาจักร โดยจะมีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวอีก ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่รัฐ จะดำเนินคดีโดยเด็ดขาดต่อไป