วันที่ 23 พฤศจิกายน นายนเรศ ฝีปากเพราะ เกษตรจังหวัดน่าน เปิดเผยถึงสถานการณ์จำหน่ายข้าวและความพร้อมรับมือฤดูแล้ง ว่า หลังจากปีที่ผ่านมา จ.น่านเคยมีแผนพัฒนาอาชีพ ซ่อมแซมแหล่งน้ำ เหมือง ฝายและระบบท่อส่งน้ำกว่า 400 โครงการ ทำให้หลายพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบภัยแล้งรุนแรง หรือยังไม่ได้รับร้องเรียนดังกล่าว เนื่องจากพื้นฐานของชาวนาที่น่าน ปลูกข้าวเฉพาะนาปีไว้กินกันเองในครอบครัว ส่งเสริมให้งดทำนาปรังและปลูกพืชหลังนาที่ใช้น้ำน้อยอยู่แล้ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่เกษตรกำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อปรับปรุงข้อมูลต่างๆ มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมา ส่วนการส่งเสริมอาชีพเป็นเรื่องกลางน้ำ ที่เกษตรกรได้รับประโยชน์รายได้เสริมจากปลูกพืชหลังนา สำนักงานเกษตรอำเภอ – จังหวัด บูรณาร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ไปให้องค์ความรู้และเพิ่มศักยภาพการผลิต เน้นใช้สารชีวพันธุ์แทนสารเคมี ปอเทืองพัฒนาดินและใช้หลักธรรมชาติ ลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชัดเจน
“โดยเฉพาะเรื่องเกษตรกรรมแปลงใหญ่ ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมาก เพื่อให้ชาวนาและเกษตรกรมีอำนาจการต่อรองนั้น สหกรณ์การเกษตร อ.ท่าวังผา จ.น่าน กำลังรวบรวมผลผลิตและรับซื้อทั้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ทุกพันธุ์ที่ยังไม่มีตลาด จากพื้นที่ อ.ท่างวังผาและใกล้เคียง มีเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวเมล็ดยาว หรือข้าว กข 6 ข้าวเหนียวสันป่าตอง หรือข้าว กข 10 ส่งต่อไปให้โรงสีใหญ่ จ.แพร่ 4,000 ตัน โดยมีสิ่งจูงใจจุดเพิ่มราคาให้สมาชิกอีกตันละ 200 – 300 บาท” นายนเรศกล่าว และว่านา จ.น่าน มีพื้นที่กว่า 2.1 แสนไร่ เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้วประมาณร้อยละ 60 เหลืออีก 40% เป็นพันธุ์ กข 6 กับพันธุ์หอมมะลิ 105 หรือ กข 15 เท่านั้นที่ยังอยู่ระหว่างเก็บเกี่ยว คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ก็จะแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามอยากให้เร่งเก็บเกี่ยว เนื่องจากอุตุนิยมวิทยามีประกาศเตือนเรื่องฝน อาจทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย

นายนเรศ กล่าวว่า สำหรับข้าวเหนียวพันธุ์ “ธัญสิริน” ที่กำลังได้รับความนิยมและผลิตเมล็ดพันธุ์ไม่พอส่งออกขาย เป็นข้าวเหนียว กข 6 ที่ศูนย์พัฒนาข้าวชุมชน อ.ภูเพียง จ.น่าน ร่วมกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปรับปรุงพันธุ์นี้ขึ้นมาให้ต้านทานโรคใบไหม้ ลำต้นเตี้ยลงจึงป้องกันการล้มได้ดี สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูง หากปลูกลำเดี่ยวการแตกกอเฉลี่ยถึงกอละ 30 เล่ม ส่วนรวงค่อนข้างให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ดั้งเดิมคือ กข 6 หรือชาวบ้านเรียกว่าพันธุ์ กข 6 เตี้ย และได้รับพระราชทานชื่อนี้จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อย่างไรก็ตาม ข้าวดังกล่าวเป็นพันธุ์แนะนำไม่ใช่พันธุ์ส่งเสริม ที่กรมการข้าวประกาศรับรองเป็นทางการ ยอมรับในพื้นที่ จ.น่านและใกล้เคียง ซึ่งล่าสุดตนได้รับสั่งซื้อจากต่างจังหวัดประมาณ 50 ตัน ยังไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่ผลิตจะมีเพียงพอตามสั่งจองหรือไม่ ทั้งนี้ ชาวนาที่ปลูกข้าวไว้บริโภคนิยมปลูกหลายพันธุ์ เพราะกระทงนา จ.น่านมีลักษณะเล็กๆ พื้นที่ถือครองต่อรายไม่มาก เฉลี่ยไม่เกิน 5 ไร่ จึงต้องทำเกษตรแบบประณีตและใช้ที่ดินให้คุ้มค่า เลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ บางแห่งจำเป็นต้องรีบปลูกพืชหลังนาอีกขอบ จึงเลือกข้าวพันธุ์เบาที่โตเเร็ว ให้ผลผลิตสูง แต่ข้อเสียคือเมื่อเก็บเป็นข้าวเก่าจะแข็ง

