ยกฟ้องลูกเกด ‘ชลธิชา’ กับพวก 3 คน ไม่ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชุมนุมหน้าเรือนจำ ปี’63

6.12.22 | 13:09 น.
แฟ้มภาพ

ศาลแขวงเหนือพิพากษายกฟ้องลูกเกด ‘ชลธิชา’ กับพวก 3 คนไม่ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อหาอื่น ชุมนุมหน้าเรือนจำปี’63


เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, นายธัชพงศ์ หรือชาติชาย แกดำ และ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ในความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯร้ายแรง, ไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, กีดขวางทางเท้าตาม พ.ร.บ.จราจร, กีดขวางทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการชุมนุมที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563

จากกรณี เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2563 มีการชุมนุมที่แยกเกษตร และหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกจับกุมและฝากขังในคดีจากการชุมนุมทางการเมือง เรียกร้องให้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน และเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออก ช่วงดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และได้มีการปล่อยตัวผู้ต้องขัง จำนวน 19 คน ในคดีชุมนุมคณะราษฎรอีสาน ทำให้มีประชาชนไปรอรับ โดยรวมตัวกันอยู่บริเวณหน้าประตูเรือนจำกลางคลองเปรม ตำรวจ สน.ประชาชื่น มีการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรม จำนวน 3 รายดังกล่าว และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2564

Advertisement

วันนี้จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล

ศาลพิเคราะห์เเล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากข้อความไม่ปรากฏข้อความใดอันมีลักษณะเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย กิจกรรมดังกล่าวมีเพียงการติดป้ายหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีนักศึกษา 20 คน ร่วมกันกินลาบ และมีสื่อมวลชน 40 คน ไม่ ปรากฏกรณีที่มีการกระทำรุนแรง เป็นเพียงการนัดกันให้กำลังใจผู้ต้องขังและจัดกิจกรรมเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ลงข้อความและภาพดังกล่าวในเฟซบุ๊กจึงมิใช่การเชิญชวนให้ประชาชนมาชุมนุม หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยบริเวณหน้าเรือนจำพิเศษแต่อย่างใด ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2, 3 มีส่วนร่วม ในการจัดกิจกรรมกินลาบก้อยที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันจัดการชุมนุมบริเวณดังกล่าว แม้ต่อมาจะได้ความจากพยานโจทก์ว่า หลังจากกิจกรรมกินลาบก้อยเสร็จแล้วมีประชาชนบางส่วนเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เนื่องจากได้ทราบข่าวว่าจะมีการปล่อยตัวผู้ต้องขังทั้ง 19 คน จึงพากันมารับ ประกอบกับมีประชาชนมาสมทบอีกบางส่วน จนมีผู้เข้าร่วมบริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมประมาณ 300 คนก็ตาม

แต่พยานโจทก์ปากตำรวจรายหนึ่งเบิกความว่า พบจำเลยที่ 1 กำลังพูดคุยกับผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม แล้วหันมาพูดผ่านเครื่องขยายเสียงว่าจะมีการปล่อยตัวผู้ต้องขัง 19 คน เวลา 21.00 น. จำเลยทั้ง 3 ไม่ได้มีการปราศรัย พยานไม่เห็นป้าย หรือข้อความเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมแต่อย่างใด ผู้ชุมนุมแต่ละคนจะทำกิจกรรม หรือแสดงสัญลักษณ์อะไรก็เป็นเรื่องของแต่ละคนทำขึ้นเอง ส่วนพยานโจทก์ปากตำรวจอีกปากเบิกความว่า จำเลยที่ 2-3 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงให้กำลังใจผู้ชุมนุมให้สู้ต่อไป

เห็นว่าพยานโจทก์ต่างเบิกความตรงกันว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ย่อมเป็นบุคคลที่มีผู้รู้จักจำนวนมาก การที่มีประชาชนมารวมตัวกันถึง 300 คน เพื่อต้อนรับบุคคลดังกล่าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมซึ่งเป็นสถานที่ปล่อยตัวนับเป็นเรื่องปกติ มิใช่เป็นการชุมนุม หรือกระทำการใดอันทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณเรือนจำกลางคลองเปรม

ทั้งพยานโจทก์ก็เบิกความทำนองว่าจำเลยที่ 1 พูดผ่านเครื่องขยายเสียงเป็นเพียงแจ้งว่าผู้ต้องขังจะได้รับการปล่อยตัว ส่วนจำเลยที่ 2-3 ก็เพียงแต่เป็นการพูดให้กำลังใจเท่านั้น เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้ง 3 ที่ว่าเมื่อทราบข่าวว่าจะมีการปล่อยตัวผู้ต้องขังจึงเดินทางมาที่เรือนจำกลาง เชื่อว่าเป็นการเดินทางมารับผู้ต้องขังและช่วยดูแลความเรียบร้อยในกลุ่มที่มารอรับเท่านั้น มิได้เป็นการเข้าร่วมชุมนุมแต่อย่างใด แม้กลุ่มคนดังกล่าวยืนกีดขวางทางเท้าและกีดขวางช่องทางจราจรบริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเรือนจำกลางคลองเปรมบ้าง แต่เมื่อฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 3 มิได้จัดการ ชุมนุมและร่วมชุมนุมแล้ว ประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยทั้ง 3 กระทำการอันใดอันเป็นการกีดขวางทางเท้าหรือทางใดๆ ซึ่งจัดไว้สำหรับคนเดินเท้า จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้ง 3 ในความผิดฐานนี้ได้

วินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันใช้เครื่องขยาย เสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ แม้ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้ง 3 ตรงกันว่า จำเลยทั้ง 3 กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงก็ตาม ซึ่งตาม พระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 มาตรา 4 บัญญัติให้ขอรับอนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนจึงจะทำการโฆษณาได้ แต่พนักงานสอบสวนกลับเบิกความว่าพยานไม่ได้ตรวจสอบเป็นหนังสือไปยังสำนักงานเขตจตุจักรว่ามีการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงหรือไม่ ทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าเครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าเป็นของผู้ใด กรณีจึงมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานนี้หรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง