เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. กล่าวถึงกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมือง แถลงกรณีมีตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) คอยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มทุนจีนสีเทา ว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ตระหนักดีจึงอยู่ระหว่างสั่งให้จเรตำรวจลงไปตรวจสอบเพราะเป็นหน่วยงานกลางในการตรวจสอบของ ตร. ส่วนระยะเวลาในการตรวจสอบจะต้องมีการลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งต้องแยกประเด็นกันคือกรณีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ไปตรวจจับผับก็เป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในการดูแลเรื่องการสืบสวนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ที่มีการเรียก 26 ด่านตม.จังหวัดเข้ามาให้ข้อมูล แม้เป็นกรณีต่อเนื่องกันแต่เป็นคนละส่วน
ส่วนกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง แถลงไปเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. เป็นกรณีของการเปลี่ยนแปลงประเภทการตรวจลงตราหรือวีซ่าที่เกิดในพื้นที่หนึ่ง พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ กล่าวว่าขอชี้แจงในเรื่องของการอยู่ต่อเป็นบริบทส่วนหนึ่งในเรื่องการอำนวยความสะดวกให้กับคนต่างด้าวที่มีความประสงค์ที่จะอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีหลักเกณฑ์อย่างเช่นกรณีที่พูดถึง ไทยแลนด์ อีลิท (Thailand Elite) คือ วีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นพิเศษ มีมานานแล้ว บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้ออกบัตร ทาง สตม.มีหน้าที่กรณีคนต่างด้าวได้รับบัตรนี้มา สตม.มีหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นคนที่ได้รับบัตรมาถูกต้องหรือไม่และตรวจสอบว่าเป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ ถ้าได้รับบัตรมาอย่างถูกต้องเป็นไปตามประกาศของกระทรวงมหาดไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามไม่อยู่ในบัญชีของ สตม.ที่ห้ามเดินทางเข้าประเทศหรือกรณีมีหมายจับ สตม.ต้องให้เขาอยู่ต่อ
ฉะนั้นการพิจารณาการเดินทางเข้ามาของคนต่างด้าว ที่เข้ามาในราชอาณาจักรทาง ตม.จะพิจารณา 2 อย่าง คือ 1.คุณสมบัติครบหรือไม่ เป็นตัวตนคนเดียวกันตามพาสปอร์ตหรือไม่ ลายนิ้วมือไม่มีการปลอมแปลง 2.เป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ ถ้า 2 กรณีนี้ครบทาง สตม.ต้องอนุญาตให้เขาเข้าประเทศ
พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์กล่าวอีกว่า ประเด็นก็คือ สตม.อนุญาตคนที่มีคุณสมบัติครบและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศแต่ไม่รู้ว่าจะมาทำผิดหรือทำถูก หากทำผิดก็ต้องใช้การบังคับกฎหมายไปจับกุมให้ได้เร็วที่สุด จะไปบอกว่าให้คนไม่ดีเข้าประเทศเป็นคนละนัยยะ ตม.ให้คนที่มีคุณสมบัติและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ในมติของ สตม. ถ้าไปบอกว่าคนไม่ดีก็คือคนที่เป็นบุคคลต้องห้าม คนที่เป็นบุคคลต้องห้ามก็คือคนที่กระทำผิดกฎหมาย หรือทางองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศออกหมายจับและส่งให้ สตม.ก็ไปดำเนินการสืบสวนจับกุม เพื่อเพิกถอนดังนั้นจะต้องแยกระหว่างคนดีกับบุคคลต้องห้ามให้ขาดจากกัน
ผบช.สตม.กล่าวว่า การเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราการอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักร สตม.เข้มงวดมาตลอด 1 ปี เพราะรู้ว่าเป็นความอ่อนไหวที่คนต่างด้าวอาจจะอาศัยหลักเกณฑ์หรือกรณีเจ้าหน้าที่ ตม.ตรวจเอกสารไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
“จะตั้งคณะทำงานในการทบทวนหลักเกณฑ์การขออยู่ต่อในราชอาณาจักรในแต่ละเหตุผล ทั้งเรื่อง มูลนิธิ การรักษาพยาบาล การศึกษาของสถานศึกษาเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ อย่างที่นายชูวิทย์ บอกว่าโรงเรียนไม่กำหนดอายุ ถ้าเผื่อขออยู่บั้นปลายอายุ 50 ขึ้นไปทำไมโรงเรียนไม่กำหนดอายุตรงนี้ สตม.จะกลับไปทบทวน แต่ก็เคยมีการหารือกันมาอย่างต่อเนื่องในมิติสิ่งหนึ่งของการเรียนรู้ที่ยอมรับเป็นสากลโลกคือการเรียนรู้เป็นเรื่องของการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต บางครั้งจะใช้อายุไปจำกัด ถามว่าเหมาะสมหรือไม่จะต้องไปหารือกัน เพราะคนต่างด้าวที่จะเข้ามาอยู่ด้วยเหตุผลวีซ่านักเรียน (Non ED) จะต้องมีหนังสือรับรองจากสถาบันการศึกษา ฉะนั้นสถาบันการศึกษาจะต้องจัดตั้งให้ถูกต้อง ทุกสิ่งทุกอย่างในหลักเกณฑ์ของ สตม. เป็นเรื่องขององคาพยพของทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง”ผบช.สตม.กล่าว
พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์กล่าวว่า ต่อไปทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในมิติของการให้คนต่างด้าวอยู่ต่อในราชอาณาจักรต้องจับเอวกันให้แน่นๆ กอดกันให้แน่นๆ แนบแน่นยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ตม.เชียงใหม่ที่มีปัญหาตั้งแต่ 2 พ.ย. ผู้การ ตม.5 ไปทำ MOU กับมูลนิธิ สถานศึกษา ว่าสถานบันการศึกษาต้องรายงานผลการเรียนของคนต่างด้าวที่ขออยู่ต่อในเรื่องของการศึกษาให้กับ ตม.5 ในพื้นที่ทราบทุก 3 เดือน เป็นต้น ถ้าไม่มีการรายงานผลการเรียนก็ถือว่าการอนุญาตสิ้นสุดจะต้องเดินทางออกนอกประเทศ ไปคุยกับมูลนิธิหากอนุญาตรับรองว่าคนต่างด้าวจะไปทำงานกับมูลนิธิไปตรวจสอบแล้วมูลนิธิจัดตั้งจริง ทางมูลนิธิจะต้องรายงานการจัดกิจกรรมที่คนต่างด้าวคนนี้ไปอยู่ในมูลนิธินั้นเป็นวงรอบด้วย ส่วนนี้เราทำแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำ ทำก่อนที่จะมีกระแสข่าวออกมา

