ที่ปรึกษาฯ พอใจโพล – เผย ‘6 เดือนชัชชาติ’ สุดหิน ไม่เลือกเราไม่เป็นไรขอแค่ไว้ใจ แก้ ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ ไปแล้ว 1.3 แสนเรื่อง

8.12.22 | 18:55 น.

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ พอใจโพล – ชี้ ‘6 เดือนของชัชชาติ’ สุดเหนื่อยยาก ไม่เลือกเราไม่เป็นไร ขอแค่ไว้ใจ แก้ Traffy fondue ไปแล้ว 130,000 เรื่อง

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กับรายการสนามข่าว 101 ถึงประเด็น “การลงพื้นที่ของผู้ว่าฯกทม.เป็นการไปรับฟังปัญหาและส่งต่อให้ทีมบุคลากรทั้ง กทม.ประมาณ 88,000 คน ร่วมกันแก้ไขและหลังจากนั้นผู้ว่าฯ ก็เป็นคนไปรับ feedback กลับมาพัฒนางาน ดังนั้น จึงเป็นการทำงานที่เป็นวงกลม” ว่า

จากผลของศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “6 เดือนผู้ว่าฯ ชัชชาติ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-30 พฤศจิกายน 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานในรอบ 6 เดือนแรกของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 พบว่าคนค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 42.60 พอใจมาก ร้อยละ 38.93 ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 10.54 และไม่พอใจเลย ร้อยละ 7.93

นายต่อศักดิ์ชี้ว่า โพลของผลงาน 6 เดือนจึงเป็นที่น่าพอใจ เพราะคนกรุงเทพฯกว่า 80% มีความพึงพอใจ โดยผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้เสนอเองว่าสิ่งแรกที่ต้องทำ คือการทำให้ประชาชนไว้ใจเราให้ได้

“ถ้าประชาชนไม่ไว้ใจเราจะไม่สามารถไปต่อได้ เขาจะเลือกเราหรือไม่เลือกไม่เป็นไร แต่ต้องไว้ใจเรา ซึ่งเราต้องแสดงความโปร่งใสในการรับฟังความคิดเห็นเพื่อทำลายความไม่ไว้วางใจ และนั่นคือที่มาของ Traffy Fondue ซึ่งคนที่แจ้งเรื่องไม่จำเป็นต้องรู้จักผู้บริหาร กทม. ผอ.เขต หรือข้าราชการ แต่สามารถแจ้งเข้าระบบดิจิทัลแล้วระบบหลังบ้านจะดำเนินเรื่องตามความคืบหน้าให้คุณเอง และนี่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า กทม.สามารถตอบสนองอะไรบางอย่างได้” นายต่อศักดิ์ระบุ

Advertisement

นายต่อศักดิ์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ระบบ Traffy Fondue เป็นระบบ AI ที่ไม่สามารถโกหกได้ ซึ่งเรื่องที่ร้องเรียนจะตรงไปที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที และมีผู้บริหารส่วนกลางคือผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำกับดูแล มี สวทช.ที่ดูแลเรื่องระบบดังกล่าว รวมถึงมีการติดตามผลการดำเนินการโดยผู้บริหารกรุงเทพมหานครระดับสูง เช่น รองปลัด กทม. และ ผอ.สำนัก ที่กำกับดูแลควบคุมกรุงเทพฯ โซนต่างๆ 6 โซน ซึ่งเรื่องร้องเรียนที่ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการแก้ไขภายใน 3-7 วัน หากเรื่องดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าและได้รับการแก้ไขภายใน 15 วัน จะมีการทวงถามผลดำเนินการและหากไม่มีผลการดำเนินการภายใน 1 เดือนจะแจ้งไปที่ปลัดกรุงเทพมหานคร

โดยขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนในระบบทั้งสิ้นประมาณ 180,000 เรื่อง แก้ไขไปแล้วประมาณ 130,000 เรื่อง อยู่ระหว่างติดตามเรื่องอีกประมาณ 50,000 เรื่อง ซึ่งระบบ Traffy Fondue สามารถทำลายระบบราชการแบบเก่าที่ล่าช้า สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันคนใช้ระบบนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาบางปัญหาที่เคยร้องเรียนกว่า 10 ปีแล้วไม่มีความคืบหน้าได้

นอกจากนี้ระบบ Traffy Fondue ดังกล่าวขณะนี้ได้เชื่อมโยงไปกับระบบงบประมาณ ซึ่งจะเน้นลงงบประมาณไปที่ระบบเส้นเลือดฝอยอย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น ทางม้าลายสีแดง ทุกวันนี้ก็คือผลพวงจากระบบของเรา ซึ่งขณะนี้พอเราบริหารเรื่องของงบประมาณได้เต็มที่ในปีงบประมาณ 2567 นี้ ทำให้เราสามารถบริหารงานจากระดับเส้นเลือดฝอยไปสู่ระดับกลางได้ แล้วจะนำไปสู่ระดับบนในอนาคต นั่นคือการดำเนินการโครงการระยะยาวต่างๆ

นายต่อศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของการที่ผู้ว่าฯกทม.และผู้บริหาร กทม.ลงพื้นที่ไปพบปะประชาชนเพื่อสอบถามปัญหานั้น บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการสร้างอีเวนต์ เป็นการสร้างภาพ แต่อยากจะบอกว่าไม่เคยมีผู้บริหารท่านใดที่ลงพื้นที่ในลักษณะนี้ ซึ่งเหนื่อยมากและใช้เวลามาก จึงมีการมอบอำนาจให้รองผู้ว่าราชการทั้ง 4 คน รวมถึงทีมผู้บริหารฝ่ายการเมือง ลงพื้นที่เพื่อดูแลปัญหาด้านต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย ทำให้ผู้ว่าฯกทม. มีเวลามากขึ้นเพื่อไปดูแลเรื่องอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายภารกิจให้ข้าราชการประจำ 24,000 คน ข้าราชการครู 16,000 คน ลูกจ้างประจำ 32,000 คน ลูกจ้างชั่วคราว 16,000 คนรวมทั้งสิ้น 88,000 คน ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งผลงานการปฏิบัติจะนำไปสู่ประชาชน กว่า 10 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯที่จะได้รับประโยชน์ แล้วผู้ว่าฯกทม.ก็จะลงพื้นที่อีกเพื่อสำรวจผลตอบรับจากประชาชน 10 ล้านคนว่ามีความพึงพอใจหรือไม่ การทำงานก็จะเป็นวงกลมในลักษณะนี้

นายต่อศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวด้วยว่า เป็นเรื่องที่เกินอำนาจของ กทม. ซึ่ง กทม.ก็ดำเนินการครบถ้วนตามระบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผ่านสภา กทม. รัฐสภา ครม. โดยให้กรุงเทพธนาคมเป็นผู้ตรวจสอบตามอำนาจทั้งหมดที่ กทม.มีครบถ้วนแล้ว

“สิ่งที่ กทม.ทำได้ เราได้ทำทั้งหมดแล้ว โดยขอให้ ครม.สั่งมาว่าอยากให้ กทม.ทำในรูปแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นระบบร่วมทุนที่มีความโปร่งใส หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม ซึ่งงบประมาณของ กทม.มีพร้อมรองรับค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว รอเพียงความชัดเจนในเรื่องของกระบวนการเท่านั้น ซึ่งต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาพอสมควร

ส่วนในเรื่องของการนำสายสื่อสารลงใต้ดินนั้น รองผู้ว่าฯ วิษณุได้ประสานงานกับ NT (โทรคมนาคมแห่งชาติ) โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่สามารถนำลงใต้ดินไปกับสายไฟของการไฟฟ้านครหลวง อีกส่วนคือการจัดระเบียบสายสื่อสารซึ่งเรื่องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก กทม.ไม่ได้มีอำนาจเต็มทางด้านนี้ ผู้ที่มีอำนาจและเกี่ยวข้องคือ กสทช. ซึ่งหาก กสทช.สั่งการมา กทม.ยินดีที่จะดำเนินการทั้งหมด เพราะฉะนั้นในขณะนี้ กทม.ได้ดำเนินการทุกอย่างไปจนสุดอำนาจที่สามารถทำได้แล้ว และได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกฝ่ายภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา” นายต่อศักดิ์กล่าว