โดย วิพล กิติทัศนาสรชัย ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์
เทคโนโลยีดิจิทัลมีพลังมหาศาลในการสร้างผลกระทบต่อพฤติกรรมของมนุษย์ อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลมีอยู่มากมายหลายด้าน เราท่านประจักษ์ดีจากความเปลี่ยนแปลงรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำธุรกิจและธุรกรรม การยกระดับประสิทธิภาพของบริการด้านสาธารณูปโภคและการติดต่อสื่อสารคมนาคม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ที่ไร้ขีดจำกัด
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยทำการบันทึกและเรียกดูข้อมูลแบบทันทีทันใดหลังเกิดเหตุ เป็นไปได้
แท้จริงแล้ว เราสามารถนำมันมาปรับใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการบันทึกและสอดส่องควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดถึงศักยภาพในการปรับเปลี่ยนและขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของมนุษย์ในเกมกีฬา เมื่อคราวที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2018 และในรอบ 2022 นี้ ซึ่งอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกมาแล้วว่าสามารถช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักกีฬาฟุตบอลและยังช่วยลด/ขจัดความผิดพลาดในการตัดสินของกรรมการลงได้อยากมาก
ประเทศไทยพยายามปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างจริงจังมาตั้งแต่ครั้งที่มีรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ซึ่งมีบทบัญญัติหลายมาตราที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญา สืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้ หลายฝ่ายยังคงพยายามขับเคลื่อนและผลักดันให้มีการปฏิรูปหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นก่อนฟ้อง อย่างไรก็ตาม โอกาสในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในวาระต่างๆ ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วเช่นกันว่า การมุ่งแก้ปัญหาด้วยมาตรการที่หวังให้ไปจัดการกับอาการของปัญหาโดยตรง ไม่สามารถบรรลุผลเป็นการปฏิรูปได้ แต่ครั้นจะมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและสาเหตุของปัญหา กลับพบว่าต้องอาศัยองคาพยพที่ครอบคลุมมากและใช้ระยะเวลาหลายสิบปีเพื่อที่จะสร้างบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่เสมือนเป็นผลผลิตพันธุ์ใหม่ที่ปลอดจากทัศนคติและพฤติกรรมที่ไม่เอื้อต่อการเป็นมืออาชีพในการอำนวยความยุติธรรม อันอาจต้องสืบโยงไปถึงการปฏิรูปการศึกษาวิชานิติศาสตร์และหลักสูตรของโรงเรียนนายสิบ นายร้อยตำรวจ และวิธีการอบรมผู้พิพากษาและอัยการเข้าใหม่ เพื่อรอสร้างผลไม้ที่ดีจริงเข้ามาแทนที่ผลไม้ที่มีอยู่แล้วแต่ไม่ดีพอ (ตามทฤษฎี แบดแอปเปิล, bad apple) ดังนั้น สังคมไทยจึงยังคงถามหาวิธีที่จะสามารถปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจากเนื้อในได้อย่างแท้จริง โดยเราจะสร้างสวนผลไม้ที่ออกผลดีเป็นส่วนใหญ่ได้อย่างไร มีอะไรบ้างที่เราสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้สวนผลไม้ของเราเอื้อต่อการขจัดศัตรูพืช
หลังจากได้พิเคราะห์ยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นที่ 23 ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์เล็งเห็นว่าแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้งแผนย่อยที่ 3.1 และ 3.2 ในรอบที่ผ่านล่วงมาแล้ว ล้วนเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความยุติธรรม โดยมุ่งหวังให้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเสมือนเครื่องมือที่สร้างจุดคานงัด (Leverage Point) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ถาวรด้วยการลงทุนที่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่จะเกิดตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้น ในฐานะที่สถาบันนิติวัชร์เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมีความรู้และเข้าใจ
ในองค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาภาคปฏิบัติ จึงได้สร้างกรอบและแผนผังของแนวคิดในการทำให้กระบวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญาชั้นก่อนฟ้องเป็นกระบวนการทำงานแบบดิจิทัล (ดังปรากฏตามแผนภูมิด้านล่างนี้) เพื่อให้เกิดผลจนบรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระบุไว้คือ การอำนวยความยุติธรรมมีความโปร่งใส สะดวก รวดเร็ว เสมอภาค ทั่วถึง เป็นธรรม และปราศจากการเลือกปฏิบัติ
หน่วยงานน้องใหม่ในกระบวนการยุติธรรมอย่างสถาบันนิติวัชร์ ที่มีอายุได้กว่าสองขวบปีเท่านั้น จึงได้ของบประมาณราชการมาโครงการศึกษาวิจัยว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานในคดีอาญาในชั้นก่อนฟ้องให้เป็นระบบดิจิทัล ถือเป็นโครงการศึกษาวิจัยชิ้นแรก ที่ดำเนินการมาจนเสร็จถึงขั้นร่างรายงานฉบับสมบูรณ์แล้ว นับจากก่อตั้งสถาบันนิติวัชร์มา
เมื่อได้ยินชื่อโครงการเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล หลายท่านอาจรู้สึกว่า เอาอีกละ ทำโครงการเกี่ยวกับ E Government อีกแล้ว หลังจากที่มีหลายโครงการเหลือเกินในช่วงนี้ ที่เกี่ยวกับ E โน่น E นี่
ในฐานะผู้อำนวยการสำนักวิจัยกฎหมายอาญาและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ผมขอเรียนว่า งานนี้ไม่ใช่การพัฒนาระบบฐานข้อมูล งานนี้ไม่ใช่การพัฒนาช่องทางในการติดต่อสอบถามความคืบหน้าของคดี และงานนี้ไม่ใช่การมุ่งพัฒนาระบบงานสารบัญและสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเรียนตามตรงว่า ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมได้พยายามยามพัฒนากันมาระยะหนึ่งแล้ว
สำหรับโครงการที่สถาบันนิติวัชร์และสถาบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมมือกันนี้ เป็นเรื่องของการมุ่งเปลี่ยนกระบวนการทำงานในชั้นก่อนฟ้อง ซึ่งหมายถึงชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาตรวจสำนวนของพนักงานอัยการ ให้กลายเป็นการทำงาน อันหมายถึงการบันทึกปากคำผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และพยานในคดีอาญา บนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงานและเก็บบันทึกข้อเท็จจริงในสำนวนคดีอาญาแบบทันทีทันใด (Real-time) ในขณะที่มีการสอบปากคำพยานบุคคลตามสถานีตำรวจต่างๆ ทั่วประเทศโดยเมื่อสรุปสำนวนการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้สามารถกดส่งตัวสรุปสำนวนการสอบสวนเข้าเครือข่ายเรียลไทม์ (real-time) ไปยังพนักงานอัยการได้เลย
พูดกันมานมนานแล้วว่า งานวิจัยที่ดี ต้องไม่วิจัยแล้วขึ้นหิ้งให้ฝุ่นเกาะ แต่สำหรับบางเรื่อง เจตจำนงทางการเมืองไม่มา วิชาความรู้ก็ไม่เป็นผล จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อกรุยทางให้เกิดทั้งความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งแรงสนับสนุนจากสังคมหลังจากได้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมสามารถดีขึ้นได้ ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความโปร่งใส หากเราสามารถเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เต็มศักยภาพของมัน งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ของสถาบันนิติวัชร์จึงกำหนดเพิ่มเติมให้มีการผลิตสื่อมัลติมีเดียเผยแพร่แนวคิด รวมทั้งทดลองนำเสนอแนวคิดนี้ต่อภาคส่วนต่างๆ ไปจนถึงผู้มีบทบาทในระดับนโยบายด้านงานยุติธรรมของประเทศ เพื่อให้ช่วยกันสนับสนุนขับเคลื่อนให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงานของคนกระบวนการยุติธรรม เหมือนอย่างที่ฟุตบอลโลกสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักบอลได้ด้วยระบบ Video Assistant Referee Technology (VAR)
ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามผลงานของสถาบันนิติวัชร์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่อไปได้ทั้งทางเฟซบุ๊กและ YouTube ช่องนิติวัชร์ แม้นิติวัชร์เป็นสถาบันในสังกัดสำนักงานอัยการสูงสุด แต่หน่วยงานที่เป็นโซ่ข้อกลางอย่างเรา หวังกว้างและหวังไกลไปถึงการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบจากเนื้อใน ไม่ติดกับอยู่แค่การกะเทาะเปลือก แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ผมขอยืมคำที่หมอประเวศ วะสี ชอบใช้เมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน “สามเหลี่ยม เขยื้อนภูเขา” ซึ่งต้องมีเหลี่ยมแรกคือ องค์ความรู้ แต่เหลี่ยมที่เป็นสุดยอดของปิรามิดคือเจตจำนงทางการเมือง อันนี้ ถ้ากลไกประชาธิปไตยในสังคมเรามันเข้มแข็ง วิชาความรู้ มีสิทธิได้เกิด อวิชาจะตายไป แต่ถ้าเรายังต้วมเตี้ยมทางการเมืองอยู่ คนที่อยากขับเคลื่อนเรื่องใหญ่ ต้องรู้จักนำเสนอให้สังคมเห็นว่า มีของดีๆ ที่แจ๋วมาก หากเกิดได้ และให้ผู้คนในสังคมพากันส่งเสียงว่า ของดีมีอยู่ เอามันมาใช้จริงๆ กันเสียทีเถอะครับ ทั่นผู้ชม !


