ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ ผู้เขียน(น.บ.)(น.บ.ท.)(น.ม)(ร.ป.ด.)ข้าราชการบำนาญศาลยุติธรรม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยาอดีตนักเรียนทุนสำนักงานศาลยุติธรรมในระดับชั้นปริญญาเอก พ.ศ.2554 ที่ปรึกษากรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 ผู้เขียนได้ฟังบทสัมภาษณ์ของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้สัมภาษณ์ออกสื่อและสื่อมวลชนบางสำนักได้ลงข่าวมีช่วงหนึ่งกล่าวว่า “ มีการก่อสร้างบ้านขนาดใหญ่กลางหุบเขาในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ที่ระบุได้ข้อมูลมาว่ามีการใช้เงินจากหน่วยงานปราบปรามยาเสพติดของต่างประเทศเพื่อมาสนับสนุนหน่วยงานยาเสพติดของไทยแล้วนำเงินไปสร้างบ้านกลางป่าคล้ายกรณีการสร้างบ้านพักตุลาการที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อนหน้านี้” ผู้เขียน ได้ฟังข่าวดังกล่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะสื่อได้ถูกตีพิมพ์ออกไปทั่วและ
อาจทำให้ประชาชนที่อ่านข่าวทั้งในและต่างประเทศได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและ เชื่อว่าศาลยุติธรรมได้ทำสิ่งผิดกฎหมาย กรณีการก่อสร้างบ้านพักตุลาการ(ที่ป่าแหว่ง)ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงเป็นที่มาของการเขียนบทความนี้
“ ผู้เขียนเคยรับราชการในตำแหน่งผู้พิพากษามีระยะยาวนานถึง 21 ปี มีความสำนึกในบุญคุณของศาลยุติธรรม ที่เป็นสำนักตักศิลา บ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ให้มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และสร้างจิตสำนึกยึดมั่นในอุดมการณ์ว่า ศาล คือ ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน และเมื่อผู้เขียนลาออกจากราชการ ก็ได้นำวิชาความรู้ที่ได้รับมาในขณะรับราชการมาประกอบอาชีพที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ
หลายท่านคงจำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนมีประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางว่า “ การสร้างบ้านพักข้าราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมที่จังหวัดเชียงใหม่ในพื้นที่ป่าแหว่งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีการสร้างกระแสสังคมทำให้ศาลยุติธรรม รวมถึงอาชีพผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ซึ่งเป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย เกิดความเสื่อมเสียในชื่อเสียงและหมดความน่าเชื่อถือกับสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนในสังคมมองว่า ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย แต่กลับมาทำผิดกฎหมายเสียเอง แต่ความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ และคนในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่า ผลของคดีป่าแหว่งนั้น ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้วินิจฉัยไว้เป็นยุติว่า “ กรมธนารักษ์ มีการอนุญาตให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(ป่าแหว่ง) เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการ และข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย” ตามคดีหมายเลขดำที่ 148/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 152/2561 ระหว่าง นายสุวิทย์ รุ่งวิสัย ผู้ฟ้องคดี กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี และ สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ร้องสอด ของศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565
ซึ่งคำพิพากษาส่วนหนึ่งวินิจฉัยว่า “ มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี(หมายถึง กรมธนารักษ์) อนุญาตให้ผู้ร้องสอด(หมายถึงสำนักงานศาลยุติธรรม)ใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(หมายถึงที่ป่าแหว่ง) เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและบ้านพักข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือไม่ เมื่อพิจารณาหนังสือที่ ศย 012/33489 ลงวันที่ 19 กันยายน 2548 ที่ผู้ร้องสอดขออนุญาตใช้ที่ราชพัสดุต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ร้องสอดให้เหตุผลในการขออนุญาตว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาพื้นที่ ก่อสร้าง บ้านพักประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำนวน 1 หลัง บ้านพักรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำนวน 1 หลัง และบ้านพักเรือนแถวข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 จำนวน 8 หน่วย เนื่องจากได้รับอนุมัติงบประมาณแล้วแต่ยังไม่มีพื้นที่ก่อสร้าง ในขณะที่พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(หมายถึงพื้นที่ป่าแหว่ง) ยังว่างอยู่และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองดูแลเดิม (มณฑลทหารบกที่ 33) แล้ว ประกอบกับที่ราชพัสดุแปลงพิพาท(ที่ป่าแหว่ง)
ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 2 ชั้น 3 และชั้น 4 การดำเนินการก่อสร้างดังกล่าวผู้ร้องสอดไม่จำต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อนเริ่มโครงการตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเพื่อดำเนินการก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว เมื่อผู้ร้องสอดได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ที่ราชพัสดุแปลงพิพาทเพื่อการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าการก่อสร้างอาคารของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นเหตุให้มีการโค่นย้ายต้นประดู่ 29 ต้น ต้นพลวง 86 ต้น ต้นสัก 4 ต้น ต้นกระบาก 77 ต้น และไม้เนื้ออ่อนอีก 44 ต้น ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ป่าแหว่ง อันเป็นการทำลายระบบนิเวศของพื้นที่ป่าไม้ที่สวยงามตามธรรมชาติและมีผลกระทบต่อลำห้วยแม่ชะเยืองจึงไม่อาจรับฟังได้ กรณีผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43 และมาตรา 44 นั้น เมื่อพิจารณาบทกฎหมายดังกล่าวแล้วเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกกฎกระทรวง กำหนดให้พื้นที่ใดเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งมิใช่อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีหรือผู้ร้องสอดที่จะต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีข้างต้นจึงไม่อาจรับฟังได้
เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอนุญาตให้ผู้ร้องสอดใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลงพิพาท เพื่อใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดี พิพากษายกฟ้อง”
ผู้เขียน ขอสรุปความตามคำพิพากษาสั้นๆได้ว่า “ ที่ดินป่าแห่วงที่สำนักงานศาลยุติธรรม ขอใช้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักตุลาการและข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 นั้น ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ตามกระแสสังคมในช่วงเวลานั้นที่กล่าวโทษแต่อย่างใด”

