สธ.เปิด “วิจัยกัญชา” เผย ปีหน้าเตรียมคลอดผลศึกษาในประเทศ จ่อรักษาอาการทางจิต

13.12.22 | 15:40 น.

สธ.เปิด “วิจัยกัญชา” เผย ปีหน้าเตรียมคลอดผลศึกษาในประเทศ จ่อรักษาอาการ PTSD หลังผลศึกษาเบื้องต้นได้ผลดี แต่พบข้อระวังใช้ในกลุ่มโรคซึมเศร้า อาจเกิดภาวะ “ฆ่าตัวตาย” มากขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จัดการประชุมวิชาการกัญชาทางการแพทย์ สัปดาห์ที่ 4 ประเด็น “งานวิจัยกับการใช้กัญชาในการดูแลสุขภาพ” รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า กัญชามีใช้กันทั่วโลกทั้งถูกและผิดกฎหมาย โดยมีการคำนวณประชากรโลก 7 พันล้านคน ถ้ามี 5% คือ 350 ล้านคน ใช้กัญชาอยู่ จึงมีการแก้ไขกฎหมายให้ปลูกกันมากขึ้นทั่วโลก แม้ว่าอินเดียที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายแต่มีการไม่บังคับใช้ หรือบางรัฐอนุญาตขายได้ เช่น รัฐหิมาจัล กัญชาขึ้นอยู่ทั่วไปเหมือนพืช อย่างไรก็ตาม การวิจัยของกัญชา เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1839 ซึ่งมีการบันทึกว่ากัญชารักษาโรคอย่างน้อย 12 กลุ่มโรค ขณะเดียวกันนักวิจัยที่แคนาดา รวบรวมการวิจัยตั้งแต่ ปีค.ศ.1940 – 2021 พบ 29,802 งานวิจัย และเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยประเทศที่ตีพิมพ์มากสุดคือ สหรัฐอเมริกา ส่วนไทยมีเล็กน้อย ส่วนผู้ที่ตีพิมพ์วิจัยกัญชามากที่สุดคือ ศ.ราฟาเอล เม็คชูแลม ประเทศอิสราเอล โดยหัวข้อส่วนใหญ่ที่ได้รับการวิจัยเรียงจากมากไปน้อย คือ โรคจิตเวช โรคปวด โรควิตกกังวล โรคติดสารเสพติด เป็นต้น และมีหลายภาวะที่ประชาชนใช้กัญชาด้วยตัวเอง และไม่ได้มีการตีพิมพ์วิจัย

รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมี 24 มลรัฐในสหรัฐฯ ที่แก้กฎหมายกัญชาสันทนาการแล้ว เนื่องจากการแก้กฎหมายให้ใช้ทางการแพทย์เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงกัญชาในการดูแลสุขภาพ เพราะมีข้อจำกัดว่าแพทย์ต้องสั่งยาเท่านั้น ส่วน 3 ประเทศ คือ แคนาดา แอฟริกาใต้ และเม็กซิโก ศาลฎีกาตัดสินว่า การปลูกและครอบครองกัญชาเป็นสิทธิของมนุษยชน ขณะที่ การใช้กัญชาบำบัดยาเสพติด ในประเทศแคนาดามีการใช้สูงที่สุด พบว่าผู้ป่วย 2,030 ราย ใช้กัญชาทดแทนสารต่างๆ ได้แก่ สุรา ร้อยละ 44.5 มอร์ฟีน ร้อยละ 35.3 บุหรี่ 31.1 และอื่นๆ 26.6 ดังนั้น กัญชา คือทางออกของยาเสพติด ไม่ใช่ช่องทางการใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของไทย ขณะนี้มีแนวโน้มการเข้ารับบำบัดในสถานพยาบาลของผู้ติดสารเสพติดลดลง จากปี 2561 อัตราเฉลี่ยที่ 368 รายต่อแสนประชากร ลดต่อเนื่องจนถึงปี 2565 เหลือ 117 รายต่อแสนประชากร ถ้าจะแยกเฉพาะกัญชา ปี 2561 สูงถึง 20.5 รายต่อแสนประชากร พอมาปี 2565 เหลือ 2.7 รายต่อแสนประชากร

“มีข้อมูลการใช้กัญชาป้องกันมะเร็ง งานวิจัยในประเทศอังกฤษ พบว่า คนใช้กัญชาเป็นมะเร็งทางเดินปัสสาวะ คือ ไตและต่อมลูกหลาก น้อยกว่าคนไม่ใช้อย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะต่างกันถึง 2 เท่า ขณะที่ป้องกันโรคไตได้เพราะใช้กัญชารักษาอาการปวด แล้วต้องไปใช้ยาเคมีแก้ปวด ที่เป็นสาเหตุของไตเสื่อม ทั้งนี้ การวิจัยกัญชายังต้องพัฒนาองค์ความรู้อีกมาก เช่น วิจัยส่วนใหญ่มักใช้กัญชาเดี่ยว จึงไม่ตอบโจทย์ประชาชนที่ใช้กัญชาสดหรือผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ฉะนั้นการที่กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว จะเป็นการเปิดประตูทำให้เราตอบคำถามโจทย์ต่างๆ ได้มากขึ้น” รศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ กล่าว

ด้าน นพ.บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า มีการวิจัยกัญชาเพื่อใช้ในโรคจิตเวชค่อนข้างเยขอะ โดยเฉพาะต่างประเทศ ซึ่งมีตั้งแต่โรควิตกกังวลทางสังคม โดยผลค่อนข้างดี และการใช้กัญชากับกลุ่มโรคเครียดที่เกิดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ(PTSD) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่เราพบว่ากัญชามีกลไกเข้าไปลดตัวกระตุ้นในสมอง ทำให้ดีขึ้นร่วมกับการนอนและความฝันก็จะลดลง มีการตั้งคำถามว่าใช้สารสกัดกัญชากับโรคซึมเศร้าได้หรือไม่ แต่ต้องเรียนตรงๆ ว่าผลยังไม่ชัดเจน บางงานวิจัยระบุว่าสารทีเอชซีไปเพิ่มภาวะการฆ่าตัวตาย(suicide) อย่างไรก็ตามข้อมูลปัจจุบันค่อนข้างชัดว่าสารสกัดกัญชา ช่วยเรื่องการนอนหลับได้ดีขึ้น แต่ระยะยาวยังมีผลข้างเคียงที่ไม่ชัดเจน จึงต้องศึกษาต่อว่าดื้อยาหรือไม่ หรือฤทธิ์จะยังคงอยู่หรือไม่ ใช้กลุ่มโรคไบโพลาร์ พบว่าอาการช่วงขาขึ้น(mania) จะดี แต่ยังมีปัญหาในช่วงขาลงที่เป็น(depressive)

Advertisement

“การสรุปกัญชาด้านจิตเวช 4 เรื่อง คือ 1.โอกาสในการใช้สารซีบีดี ในเรื่องกลุ่มโรควิตกกังวล หรือ PTSD ดีขึ้น สารสกัดที่ใช้บำบัดสารเสพติด ตอนนี้เริ่มมีงานวิจัยเยอะขึ้น มีการพูดถึงการเอามาลดใช้แอลกอฮอล์มากขึ้น 2.ผลลัพธ์ที่ยังไม่ชัดเจน ยังต้องอาศัยการติดตามผลระยะยาว เช่นกลุ่มโรคด้านอารมณ์ โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ ส่วนหนึ่งที่เราห่วงจากหลายงานวิจัย ระบุว่า ลดซึมเศร้าได้ แต่ไปเพิ่มภาวะการฆ่าตัวตาย(suicide) 3.ซีบีดี อาจเป็นประโยชน์ในกลุ่มโรคที่มีความผิดปกติทางความคิดและการรับรู้เป็นหลัก(Psychotic disorder) แต่ขณะเดียวกันทีเอชซีอาจทำให้อาการทางจิตแย่ลง และ 4.โอกาสการใช้กัญชาเพียวๆ อาจมีผลต่อการฆ่าตัวตาย(suicide) จึงต้องระวังเรื่องนี้พอสมควร” นพ.บุรินทร์ กล่าว

นพ.บุรินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อในกัญชาทางการแพทย์ คือ ระบบเฝ้าระวังให้มากขึ้น ไม่ต้องกลัวขนาดว่าไม่ใช้ แต่ควรเรียนรู้ให้มากขึ้น ซึ่งกรมสุขภาพจิต มีงานวิจัยหลายตัวทั้งด้านลบและบวก โดยมีที่ตีพิมพ์มาแล้วคือ “อาการจิตเวชที่สัมพันธ์กับผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์” ที่นำข้อมูลผู้ป่วยในคลินิกกัญชาทางการแพทย์ มาวิเคราะห์ พบว่า ผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์ในระยะสั้น ไม่ค่อยพบปัญหาจิตเวช 3-4% เท่านั้น และที่น่าสนใจคือ การเฝ้าระวังโรคที่มีข้อบ่งใช้กัญชารวมถึงยังเป็นการติดตามในระยะสั้น จึงต้องดูในระยะยาวต่อไป อย่างไรก็ตาม งบในปี 2566 กรมสุขภาพจิต ได้ศึกษาการใช้ซีบีดี เพื่อรักษาผู้ป่วยกลุ่ม PTSD โดยกลุ่มศึกษาเป็นคนไทยในจังหวัดชายแดนใต้ คาดว่าจะมีผลออกมากลางปีหน้า การศึกษาพัฒนาเครื่องมือเฝ้าระวังปัญหาทางสุขภาพจิตและจิตเวชในผู้ป่วยที่ใช้กัญชารักษาโรค เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงและปัญหาจากการใช้กัญชาทางการแพทย์ ส่วนในปีนี้ที่เริ่มวิจัยไปแล้วของ รพ.สวนปรุง เป็นการศึกษาการใช้กัญชาในผู้ป่วยที่นอนไม่หลับ ด้วยตำรับกัญชาศุขไสยาศน์ เพื่อดูประสิทธิภาพและอาการไม่พึงประสงค์ระยะยาว ฉะนั้นปีหน้าเราจะเห็นงานวิจัยหลายๆ ตัว