ศาลปค.สั่งประเมินผลสิ่งแวดล้อม ฟังความเห็นปชช. ก่อนอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์

24.11.16 | 17:24 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ศาลปกครองกลาง ถนนเเจ้งวัฒนะ นางอังคณา เสาธงทอง ตุลาการศาลปกครอง เจ้าของสำนวนคดีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และองค์คณะ มีคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมฯ และชาวบ้าน รวม 151 คน ร่วมกันยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี อธิบดีกรมชลประทาน และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 เรื่องกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำฟ้อง สรุปว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1- 4 ดำเนินการโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่งนายกฯ และ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 10เมษายน 2555 โดยไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติในเรื่องของการที่จะต้องศึกษา หรือประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก่อนการดำเนินโครงการ

ผู้ฟ้องจึงขอให้ 1.ศาลเพิกถอนมติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 เกี่ยวกับการเห็นชอบการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในส่วนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 2.ให้ผู้ถูกฟ้องร่วมกันจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ โดยการจัดทำประชามติ ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 165 และ 3. ให้ผู้ถูกฟ้องปฏิบัติหรือดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 57 , 58 , 67 , 85 , 87 ในเรื่องการมีสิทธิส่วนร่วมกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ครบถ้วนเสียก่อนการดำเนินโครงการเกี่ยวกับแผนงานการก่อสร้างเขื่อน

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลาง พิจารณาแล้ว เห็นว่า ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีมติเห็นชอบในหลักการดำเนินงานโครงการเขื่อนแม่วงก์ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำรายละเอียดต่างๆ ของโครงการ แล้วนำเสนอ คณะกรรมการบริหารน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พิจารณาตามขั้นตอนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ.2555 โดยให้ดำเนินการจัดเตรียมความพร้อมของโครงการคู่ขนานกันไป ดังนั้นมติดังกล่าวของ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จึงไม่ใช่เป็นการเห็นชอบและอนุมัติให้เปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง โดยการที่ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะมีมติเห็นชอบและอนุมัติให้เปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ได้ ก็ต่อเมื่อโครงการดังกล่าวได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชนในชุมชน (EHIA) ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง โดยผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก). และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล) แล้ว

แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันโครงการเขื่อนแม่วงก์ ยังอยู่ในขั้นตอนของ คชก. พิจารณารายงานการ EHIA ยังไม่ปรากฏว่า คชก. จะเห็นชอบต่อรายงาน EHIA ดังกล่าวหรือไม่ หรืออธิบดีกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 จะต้องปรับปรุงแก้ไขและเสนอข้อมูลเพิ่มเติมต่อ คชก. อีกหรือไม่ ประการใด ดังนั้นต้องถือว่า มติ ของ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 จึงเป็นเพียงขั้นตอนเตรียมการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติให้เปิดดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์เท่านั้น อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ปัจจุบัน อธิบดีกรมชลประทาน ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ยังไม่ได้เสนอเรื่องขออนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ต่อ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 แต่อย่างใด ดังนั้นจึงยังไม่มีกรณีที่จะต้องเพิกถอนมติดังกล่าว

Advertisement

ส่วนประเด็นที่ นายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั่วประเทศอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการโดยการจัดทำประชามติ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 หรือไม่นั้น ศาลเห็นว่า การจะจัดให้มีการออกเสียงประชามติได้ถูกกำหนดอยู่ในหมวดที่ 7 ของรัฐธรรมนูญฯ อันเป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน โดยรายละเอียดของการลงประชามติ ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 165 ก็ได้กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ ครม. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ

แต่ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน ประกอบกับโครงการเขื่อนแม่วงก์ เป็นประเภทโครงการที่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนมีการดำเนินการตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติ สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2553 ซึ่งประกาศดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 67 วรรคสอง

ดังนั้นย่อมเห็นได้ว่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ เป็นประเภทโครงการที่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดไว้เป็นการเฉพาะให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงไม่ใช่โครงการที่ต้องให้จัดทำประชามติ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 165 ตามที่ผู้ฟ้องมีคำขอท้ายคำฟ้อง ดังนั้นจึงไม่มีกรณีที่ นายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1 จะต้องจัดทำประชามติโครงการเขื่อนแม่วงก์ตามรัฐธรรมนูญฯ

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ต้องปฏิบัติหรือดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 57 , 58 , 67 , 85 , 87 ต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ครบถ้วนเสียก่อนจะดำเนินโครงการเกี่ยวกับแผนงานการก่อสร้างเขื่อนหรือไม่

ศาลเห็นว่า อธิบดีกรมชลประทาน และ รมว.เกษตรฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 3-4 เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการพิจารณา ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสองแล้ว แต่ขั้นตอนนั้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ เนื่องจากหากรายงานด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ EHIA ผ่านความเห็นชอบของ คชก. และ กก.วล. แล้ว สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องส่งรายงาน EHIA ให้องค์การอิสระ พิจารณาให้ความเห็นต่อโครงการด้วย เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อน ที่จะเสนอ ครม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 อนุมัติต่อไป

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง ของอธิบดีกรมชลประทานผู้ถูกฟ้องที่ 3 ได้ดำเนินการจัดส่งรายงาน EHIA เสนอต่อสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อเสนอต่อ คชก. และ กก.วล.แล้วก็ตาม แต่รายงาน EHIA ยังคงอยู่ขั้นตอนการพิจารณาของ คชก. ยังไม่อาจคาดการณ์ ได้ว่ารายงาน EHIA จะผ่านความเห็นชอบของ คชก. และ กก.วล. หรือไม่

นอกจากนี้ ยังคงมีขั้นตอนที่ต้องส่งรายงาน EHIA ให้องค์การอิสระ พิจารณาให้ความเห็นประกอบก่อนเสนอ ครม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 พิจารณาอนุมัติต่อไปอีก กรณีจึงต้องถือว่า ผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67วรรคสอง ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์

ศาลปกครองกลาง จึงพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 67 วรรคสอง ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนอนุมัติเปิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ทั้งนี้ สำหรับ บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 วรรคสอง ระบุว่า การดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว