‘ชูวิทย์’ โชว์ถังน้ำยาฟอกขาวแถลงชำแหละวงการกากี ชี้มีเอี่ยว “ตู้ห่าว” ลั่นหลุดคดีแน่นอน เผยวิธีแยบยล มอบรถฉุกเฉินให้ศูนย์ส่งกลับ รพ.ตร.-อุ้มท้องซื้อพ่อเอาสัญชาติ พร้อมเปิดแชต อ้างมีคนตั้งงบ 500 ล้าน ทำปฏิบัติการ
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 14 ธันวาคม ที่โรงแรมเดอะเดวิส คอนเนอร์วิง สุขุมวิท 24 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง นำถังใส่น้ำยาฟอกขาวมา แถลงการเปิดโปงขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความเชื่อมโยงกับตู้ห่าว นายทุนจีนที่ทำธุรกิจสีเทาในไทย โดยระบุว่า งานนี้จะเป็นสงครามสุดท้ายที่ตนจะทำในฐานะของประชาชน จึงต้องล้มกระดานให้ได้ หากใครจะฟ้องร้องก็ให้ทำไปเลย เพราะนายตู้ห่าวมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับความผิดทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยกลุ่มจีนเทาเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งในรูปแบบมูลนิธิเถื่อนและการขนส่งยาเสพติด รวมถึงผับจินหลิง ซึ่งคดีนี้ตำรวจดำเนินคดีตู้ห่าวไปแล้ว 3 ข้อหา เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เว้นแต่คดีฟอกเงิน ซึ่งจะทำให้ทราบเส้นทางการเงิน แต่ตนสอบถามกับตำรวจแล้วระบุว่า สาเหตุที่ไม่แจ้งข้อหาฟอกเงิน เพราะคดียาเสพติดมีโทษหนักกว่า ตนจึงมั่นใจว่า ตู้ห่าวจะหลุดคดีแน่นอน เพราะมีการทำลายพยานหลักฐานต่างๆ ไปแล้ว
นายชูวิทย์กล่าวว่า วันเกิดเหตุที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบผับจินหลิงนั้น พบชาวจีนกว่า 265 คน พร้อมยาเสพติดจำนวนมาก รวมถึงยังมีพนักงานเสิร์ฟและ รปภ.ชาวไทย แต่เหตุใดผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จึงไม่เรียกสอบปากคำผู้ใด ทั้งที่พบผู้มีปัสสาวะสีม่วง และยังจับกุมผู้ดูแลสถานบริการดังกล่าว ซึ่งแท้จริงเป็นเพียง รปภ.เท่านั้น ก่อนจะปล่อยตัวภายหลัง ทำให้พยานแปดเปื้อนและคำให้การต่อศาลไม่อาจเชื่อถือได้
นอกจากนี้ เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งอาจมีหลักฐานการแชตพูดคุย ทั้งนี้เพราะยาเสพติดที่ประเทศจีนมีราคาแพงและมีอัตราโทษสูง หากใครต้องการเสพยาจึงจะมุ่งมาที่ประเทศไทย
นายชูวิทย์กล่าวอีกว่า รองผู้กำกับการสอบสวน สน.ยานนาวา ยังขี่จักรยานยนต์พาเดวิด ฮอว์ ซึ่งเป็นตัวการคนสำคัญในการนำยาเสพติดมาขาย ไปส่งศาลฝากขังก่อนเดวิดจะยื่นขอประกันตัว แต่แทนที่รอง ผกก.นายนี้จะพาไปส่งที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เพื่อฝากขังตามขั้นตอน กลับพาไปปล่อยกลางทาง ทำให้เจ้าตัวขึ้นเครื่องบินหลบหนีออกนอกประเทศ พร้อมหลานตู้ห่าว ขณะที่รองผู้กำกับการจราจร สน.ลาดพร้าว และลูกน้องก็ให้การช่วยเหลือครั้งนี้เช่นกัน
นายชูวิทย์กล่าวว่า ยังมีข้อมูลจากบันทึกการจับกุมที่ปรากฏชื่อรอง ผบก.น.6 นายหนึ่งที่อ้างว่าไม่สามารถเปิดรถยนต์ที่ตำรวจเข้าตรวจยึดจากการขยายผลจับกุมเครือข่ายผับจินหลิง โดยอ้างว่าไม่มีกุญแจรถ ซึ่งภายในรถทั้งหมด 4 คัน มีทั้งยาเสพติดและเงินสดอยู่ เช่นเดียวกับเครื่องบินส่วนตัวที่ใช้ขนยาเสพติด ที่ตรวจสอบล่าช้าจนไม่เหลืออะไรบนเครื่องบิน การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นขบวนการ โดยการฟอกเงินของจีนเทา ยังใช้วิธีการถือหุ้นไทย ซื้อรถหรู นาฬิกา ซื้อบ้านและคอนโดมิเนียม ซึ่งยังสามารถนำไปขายต่อได้ และยังมอบรถฉุกเฉินสำหรับศูนย์ส่งกลับ รพ.ตำรวจ มูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีขบวนการอุ้มท้องซื้อพ่อ กรณีสามีภรรยาเป็นชาวจีน ก็จะซื้อสัญชาติจากพ่อชาวไทยที่เป็นนอมินีเพื่อฝากครรภ์ที่ รพ.เอกชน เพื่อให้เด็กเกิดมาได้สัญชาติไทย จากนั้นเมื่ออายุครบ 7 ปี เด็กก็จะทำบัตรประชาชนเพื่อที่พ่อแม่ชาวจีนจะซื้อบ้านและทรัพย์สินต่างๆ โดยอ้างเป็นการซื้อให้ลูกได้ จากนั้นเมื่ออายุ 13 ปี สามารถจัดตั้งบริษัท ถือหุ้นบริษัทได้ 51% ซื้อที่ดินและได้กรรมสิทธิ์อื่นๆ ที่บริษัทต่างชาติทำไม่ได้ ถือเป็นการวางแผนระยะยาว ยิ่งกว่าการซื้อหุ้นไทย
นายชูวิทย์กล่าวว่า จากนี้ตนจะร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบนายตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือขบวนการจีนสีเทา พร้อมจะขอเสนอตนเอง ต่อ ผบ.ตร.เพื่อเป็นพยานชี้เบาะแสในคดีนี้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะมีการตั้งค่าหัวสั่งเก็บ หลังออกมาเปิดโปงขบวนการจีนเทา นายชูวิทย์ เปิดแชตจากโทรศัพท์มือถือ พร้อมระบุว่า “สั่งเก็บกันเรียบร้อย เดี๋ยวข่าวก็เงียบ เตรียมงบสำหรับปฏิบัติการเรื่องนี้ไว้ 500 ล้าน อันนี้ผมมั่นใจ ยืนยันว่าจริงแน่นอน ทุกอย่าง…คุยกัน คนนี้มือขวา อยู่ด้วยเสมอ”

