เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร ,พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ ผบก.รฟ. พ.ต.ท.อนุรักษ์ จิรจิตร ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวง ร่วมกันแถลงข่าวผลการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 6 เป้าและจุดเชื่อมต่อชายแดน 1 จุด ในจังหวัดสระแก้วและจังหวัดจันทบุรี ตามยุทธการ SHUT DOWN (ตัดสาย) และระดมกวาดล้างจับกุมบัญชีม้าทั่วประเทศ
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ ว่าถูกกลุ่มคนร้ายชักชวนหลอกให้ลงทุน โดยพฤติการณ์กลุ่มคนร้ายได้เปิดเว็บไซต์ชื่อ AMATA ชักชวนให้ลงทุนโดยมีการเสนอผลตอบแทนในจำนวนที่สูงกว่าที่สถาบันการเงินทั่วไปให้ได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้นำเงินลงทุน ต่อมาเมื่อครบกำหนดกลับไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ตกลง ผู้เสียหายพยายามขอเงินคืน แต่กลับให้นำเงินมาลงทุนเพิ่มเติมอีก เสียหายจำนวน 257,115.16 บาท จึงได้แจ้งความร้องทุกผ่าน www.thaipoliceonline.com
ต่อมาชุดสืบสวนตรวจสอบพบมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) โดยมีนายมโนรม สม (MR.MONOROM SOM) ชาวกัมพูชา เป็นผู้ยื่นคำขอใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับองค์กร จากการตรวจสอบพบมีค่าบริการรายเดือนกว่า 200,000 บาท เป็นการขอใช้บริการภายในประเทศ แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบกลับไม่พบจุดติดตั้งอินเตอร์เน็ตภายในประเทศดังกล่าวแต่อย่างใด จึงตรวจสอบทางเทคนิคพบว่ามีการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา สอดคล้องกับข้อมูลของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ไม่พบว่ามีสัญญาให้ใช้บริการระหว่างประเทศแต่อย่างใด เชื่อว่ามีการลักลอบนำสัญญาณอินเตอร์เน็ตจากประเทศไทยเข้าไปใช้ในกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวจะนำไปสู่ตัดวงจรขบวนการคอลเซ็นเตอร์ให้ได้มากที่สุด จะเน้นในเรื่องของการตัดวงจร ซิม-สาย-เสา ซึ่งในส่วนของซิม มีการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นกวาดล้างโดยตรวจยึดซิมโทรศัพท์มากกว่า 2 แสนเบอร์ ส่งผลให้สถานการณ์ลดลงไปกว่าร้อยละ 25 แต่สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเรื่องของสายและเสา ซึ่งหากสามารถตัดสัญญาณที่มีการลักลอบลงก็จะทำให้สถานการณ์เบาลงเยอะ เพราะขบวนการดังกล่าวทำมานานกว่า 12 ปี อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยขั้นตอนต่อไปทาง บช.สอท. ร้องทุกข์ต่อบก.ปปป. ให้ดำเนินการ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามมาตรา 157 ต่อไป และหากพบว่าใครมีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำความผิด เป็นตัวการในการสนับสนุนก็จะต้องดำเนินการตาม ม.83 อีกด้วย
พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในการตรวจสอบพบว่านายมโนรม สม มีการเดินทางเข้า-ออก ไทยอยู่บ่อยครั้ง และประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ภายในประเทศกัมพูชา โดยกลุ่มลูกค้าส่วนมากเป็นกลุ่มที่กระทําการผิดกฎหมาย เช่น กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ที่โทรศัพท์ หลอกลวงต่างๆ กลุ่มทําเว็บไซต์การพนันออนไลน์ นอกจากนี้ยังพบความเชื่อมโยงระหว่างนายมโนรม สม กับนายเสี่ยโป้ โป้อานนท์ โดยพบว่า มีการใช้หมายเลขไอพีแอดเดรส 122.154.105.68 มีการทํารายการโอนเงินในการฟอกเงินที่ได้จากการกระทําผิด ตรวจสอบพบว่าเป็นของบริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) หรือ CAT ระบุชื่อผู้ขอ ใช้บริการอินเตอร์เน็ตคือนายมโนรม ซึ่งหลังจากนี้อยู่ระหว่างการขยายผลจับกุมต่อไป
ด้านนายชัยวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวขอชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถจับกุมได้ทั้งบัญชีม้า ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เน็ต และผู้ที่ลักลอบนำสัญญาณไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ทำให้เกิดกระบวนการหลอกลวงต่าง ซึ่งจับกุมและดำเนินคดีไปได้จำนวนมาก ต่อไปถ้ามีการป้องกันเรื่องซิมที่ไม่ถูกต้อง สายอินเตอร์เน็ตที่ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านไม่ถูกต้อง อาชญากรรมเหล่านี้จะหายไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีเจ้าหน้าที่บางคนอำนวยความสะดวกหรือสนับสนุนผู้กระทำผิดเพื่อหวังผลตอบแทนในส่วนของกระทรวงดิจิทัลมีมาตรการในการดำเนินการอย่างไร นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ถ้าในส่วนบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติหากมีเจ้าหน้าที่ลักลอบนำสัญญาณอินเตอร์เน็ตไปขาย ให้กับประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีความผิดแน่นอน ถือเป็นการทุจริตตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ก็จะรวบรวมพยานหลักฐานและหาข้อเท็จจริงว่าใครเกี่ยวข้องบ้านก่อนจะส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ
รายงานแจ้งว่า ปฏิบัติการดังกล่าวทั้ง 6 จุด ตรวจค้นหาพยานหลักฐานจากบ้านพักของเจ้าหน้าที่รัฐและ ผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการดังกล่าว โดยจุดที่น่าสนใจคือ การนำหมายค้นศาลอาญาที่ 1516/2565 ลง 13 ธ.ค.2565 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 245 ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นบ้านของนายประมูล (สงวนนามสกุล) ตําแหน่งนายช่างโทรคมนาคม 7 ส่วนงานเดิม ส่วนบริการลูกค้า จ. สระแก้ว ตรวจค้นยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง,สมุดบัญชี ธนาคาร ต่างๆ 5 เล่ม จุดที่สองนำหมายค้นของศาลอาญาที่ 1517/2565 ลง 13 ธ.ค.2565 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 78 ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่ที่ระบุในใบแจ้งค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ต ผลการตรวจค้นพบ เอกสารที่เกี่ยวข้องคำขอใช้บริการระบุชื่อผู้ขอใช้บริการคือนายมโนรม จำนวน 14 รายการ และข้อมูลวงจร และการใช้งาน IP และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 1 ชุด อีกทั้งนำหมายค้นของศาลอาญาที่ 1513/2565 ลง 13 ธ.ค.2565 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 414 ต.บ้านใหม่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นที่พักอาศัย ของนายพินิศพงศ์ ซึ่งเป็นผู้ชำระเงินค่าบริการอินเตอร์เน็ตเดือนละกว่า 3 แสนบาท ให้กับกลุ่มเครือข่ายดังกล่าว ตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต 6 เครื่อง เอกสารเกี่ยวกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) จำนวน 1 ชุด ธนบัตร สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งสิ้น 113,605 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 3,930,733 บาท นอกจากนี้ไปตรวจสอบจุดเชื่อมต่อกล่องสัญญาณอินเตอร์เน็ต ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณถนนสุวรรณศร ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ทาง บช.สอท.จับกุมผู้ต้องหา(บัญชีม้า) ได้กว่า 60 รายจาก 100 หมายจับ โดยในจำนวนนี้ที่เกี่ยวข้องก้บขบวนการดังกล่าว จำนวน 10 รายในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

