ตัดเกรดเอกฉันท์ ‘กระทรวงแรงงาน’ ถอยหลังอย่างแรง โวยมติเยอะ-ยุ่งยาก ต้องหันไปพึ่งนายหน้า อึ้ง ‘แรงงานข้ามชาติ’ เอกสารครบ แต่เจอข้อหาลักลอบเข้าเมือง แนะขึ้นทะเบียนต้องง่าย ‘จุดเดียวจบ’
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา ชิดลม กรุงเทพฯ เนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากล International Migrant Day 2022 เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) จัดเวทีเสวนา “ร่วมเช็คคะแนนกระทรวงแรงงาน” ว่ามีความก้าวหน้า ย่ำอยู่กับที่ หรือถอยหลัง กับการจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติหลังสถานการณ์โควิด โดยมีวิทยากร ได้แก่
นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG), น.ส.ธนพร วิจันทร์ หรือไหม แกนนำเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, นางแฉล้ม สุขใส ตัวแทนนายจ้างกิจการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย, Thandar Myo อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ผู้ที่เป็นด่านหน้าช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา และ Maung Kyaw Thein Phod ผู้แทนเยาวชนจากชายแดนไทย-เมียนมา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่า ที่ผ่านมาการทำงานของ กระทรวงแรงงาน เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดจนปัญหาและความท้าทายในการจัดการแรงงานข้ามชาติ
ในตอนหนึ่ง นายอดิศรกล่าวว่า การจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติของไทย ยังพึ่งพานโยบายระยะสั้น กล่าวคือ เปิดจดทะเบียนเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งดูจากตัวเลข จะเห็นชัดว่า แรงงานในไทย ที่ไม่ได้นำเข้าจากประเทศต้นทาง มีถึง 1,876,945 คน คิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานในไทยทั้งหมด เกิดจากการจัดการของไทยเอง คือการเปิดลงทะเบียนเป็นครั้งคราวไป
ถ้าดูจากการออกมติของ ครม.ในการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติช่วงโควิด คือตั้งแต่ปี 63-65 เรามีมติ ครม. ถึง 15 ครั้ง เฉลี่ยปีละ 5 ครั้ง ถือเป็นการจัดการโดยใช้นโยบายระยะสั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในช่วงท้าย ผู้ร่วมเสวนาได้กล่าวข้อเสนอแนะถึงกระทรวงแรงงานและรัฐบาล พร้อมยกป้ายข้อความ เพื่อเป็นการตัดเกรดกระทรวงแรงงาน

นายอดิศรตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า ข้อเสนอที่คิดว่าจะช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้บ้าง คือ
1.จำเป็นที่รัฐบาลต้องทวบทวนเรื่องการดึงแรงงานนอกระบบ เข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่ตัวมาตรการต้องปรับ ไม่ใช้มาตรการระยะสั้น
2.จำเป็นต้องขยายกรอบระยะเวลาดำเนินการ จาก 13 ก.พ.ออกไปก่อน เพราะยังมีแรงงานอีกประมาณ กว่า 700,000 คน ที่ไม่สามารถทำหนังสือเดินทาง รวมถึงต้องไปผ่อนปรนกลุ่มที่หลุดจากระบบไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เพิ่งได้หนังสือเดินทางหลังจากวีซ่าสิ้นสุดลงไป
3.ปรับระบบการให้บริการของภาครัฐ ปัจจุบันผู้ที่จ้างแรงงานข้ามชาติ รู้ดีว่าไม่เคยได้ไปทำเอกสารครั้งเดียว เอกสารไม่ถูกต้องต้องกลับมาเรียงใหม่ ทำให้ค่อนข้างเสียเวลา รวมถึงระบบออนไลน์ ที่ออกแบบมาให้เอื้อ แต่ท้ายสุดเป็นภาระ เพราะคนออกแบบระบบออนไลน์ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของคนใช้งาน
นายอดิศรกล่าวว่า ในเชิงระยะยาว มี 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ควรทำเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ คือ
1.ยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ ควรวางแผนว่าไทยจะใช้แรงงานข้ามชาติอย่างไร บริหารอย่างไรให้เป็นระบบ
2.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการผู้อพยพอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี
“ถ้า 2 อันนี้ไปด้วยกัน จะทำให้จำนวนแรงงานผิดกฎหมายน้อยลง คือข้อเสนอที่รัฐบาลควรจะเอาไปใช้ในปีหน้า” นายอดิศรกล่าว
ทั้งนี้ นายอดิศรให้คะแนนกระทรวงแรงงานว่า “ถอยหลัง” พร้อมอธิบายว่า ถ้าดูจากมาตรการจัดการ เราจัดการแบบไม่ก้าวหน้า รอบนี้ถดถอยลงไปเรื่อยๆ ไม่ผ่านอย่างแรง

ด้าน นางแฉล้ม ตัวแทนนายจ้าง กล่าวว่า ทางฝั่งนายจ้าง อยากให้เร่งเรื่องการทำเอกสารให้เร็วกว่านี้ และสื่อสารไปถึงหน่วยงานต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน ว่าเอกสารนี้เป็นอย่างนี้
“เอกสารแต่ละตัว ทาง ตม. กรมแรงงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหมือนจะไม่เข้าใจตรงกัน ทำให้เราทำงานไม่สะดวก จะเดินทางไปไหนก็กลัวแต่จะโดนจับ เหมือนกับว่า กรมแรงงาน ออกมติมาบ่อยครั้ง เจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นอาจจะตามไม่ทัน อย่างเช่นบริษัทของเรา เลยต้องใช้นายหน้าทำให้ตลอด ส่วนนี้ไม่ค่อยได้ทำเอง ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ว่า ทางนายหน้าช้า หรือกรมแรงงานช้า ไม่เข้าใจเหมือนกัน” นางแฉล้มกล่าว

นางแฉล้มกล่าวอีกว่า บริษัทของตนใช้แรงงานข้ามชาติ เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ เรื่องมติต่างๆ จากภาครัฐ มีออกมาเยอะ และยุ่งยาก จึงหันมาใช้นายหน้าแทน
“เราเสียออกเงินซัพพอร์ตให้ลูกจ้างก่อน แล้วค่อยให้เขาผ่อนทีหลัง อยากให้รวดเร็วเพราะเราเดินทางตลอด เวลาโดนเรียกก็จะบอกว่าเอกสารไม่ถูกต้อง สำเนาไม่เอา ต้องตัวจริงเท่านั้น ประมาณนี้” นางแฉล้มเผย
เมื่อถามถึงแนวคิดที่จะมีการสร้าง One stop service จะช่วยหรือไม่ถ้าเกิดขึ้นจริง? โดย นางแฉล้มเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี ก่อนตัดเกรดด้วยการชูป้าย “ถอยหลัง”
นางแฉล้มให้เหตุผลว่า เวลาโดนตำรวจจับ เหมือนกับอ่านคำถามเดิมๆ และต้องอธิบายด้วยคำเดิมๆ ว่านี่คือเอกสารที่ถูกต้อง ที่กรมแรงงานให้มา

“อันนี้คือมตินี้ ของคนนั้นคือมตินี้ เพราะรถเราแต่ละคัน มีทั้งคนที่มีทั้งพาสปอร์ต ใบอนุญาต หรืออะไรครบถ้วน อยู่ 2 คน, มติ 28 ก.ค.64 ก็มีอีก 3 คน มติ 5 ก.ค มีอีก 5 คน เราอธิบายทุกวันทุกครั้งที่โดนตำรวจเรียก เพราะเราเดินทางทั่วประเทศที่มีการก่อสร้าง คือประสบการณ์จริง 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืน โดนตำรวจเรียกก็ต้องโทรมาบอก ‘โดนตำรวจเรียกตรงนั้นตรงนี้ เอกสารทำไมเป็นอย่างนี้’ แก้ไขปัญหาเองตลอด แก้ไขไม่เข้าใจก็เรียกไป สน. ไปเสียค่าปรับ
ยังโดนข้อหาลักลอบเข้าเมืองด้วย ทำไมทำข้อหาหนักขนาดนี้ เอกสารเราก็ครบถ้วน ยืนยันจากกรมแรงงาน แล้วช้ามากในการที่จะดูเอกสารให้เรา ไม่คิดว่าเราจะเสียเวลาหรือ” นางแฉล้มกล่าว
ในช่วงท้าย นางแฉล้มกล่าวเสริมอีกว่า ตนสงสัย เคยโทรไปถามกระทรวงแรงงาน ว่าข้อนี้เป็นแบบนี้ๆ หรือไม่
“ทางกระทรวงแรงงานให้โทรไปถาม ตม. พอถาม ตม.กลับบอกว่า กระทรวงแรงงานตั้งกฎนี้ขึ้นมา แล้วทำไมเขาไม่ชี้แจง ทำให้เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่ได้คำตอบ” นางแฉล้มกล่าว

ด้าน น.ส.ธนพร วิจันทร์ หรือไหม แกนนำเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน กล่าวว่า เวลาพูดถึงกระทรวงแรงงานในยุคนี้ ยุคเผด็จการ พูดแล้วมันขึ้น
“จริงๆ กระทรวงแรงงานควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย แรงงานเข้าไปต้องรับเรื่องร้องเรียน เพราะโควิด-19 ไม่ใช่ติดแค่แรงงานข้ามชาติ ทั่วโลกก็ติด คือข้อเสนอหนึ่งว่า กระทรวงแรงงานควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับแรงงานทุกคนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าเขาจะเป็นเชื้อชาติไหน ก็ต้องดูแลเขา คุณพูดหนักหนาว่าประเทศไทย ดูสิ เราดูแลตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม ตรงไหน? ก็ไปถามแรงงานที่เขามาร้องเรียนดู” น.ส.ธนพรกล่าว
น.ส.ธนพรกล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 ถ้ารัฐบาล หรือกระทรวงแรงงาน ต้องการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ต้นเหตุจริงๆ ทำอย่างไรให้กลไกการขึ้นทะเบียน ‘ง่าย’ และ ‘One stop service’ ไปกระทรวงแรงงาน ไปจัดหางานที่เดียว แล้วจบ ไม่ใช่ไปจัดหางาน ไป ตม. ไปตรวจอัตลักษณ์ ไปที่ทะเบียนอีก แล้วหลังจากนั้นก็ต้องไปทำพาสปอร์ต ทำวีซ่าที่สถานทูตอีก มันหลายขั้นตอน นายจ้างไม่อยากทำเพราะเสียเวลา ก็เลยจ้างนายหน้า นายหน้าไม่ดีก็โกงเงิน เอาเอกสารฉบับจริงของเขาไปอีก มันมีหลายกลไก
“เราคิดว่า 1.เรื่อง One stop service ทำให้ได้ ที่ไม่ทำเพราอะไรต้องตอบสังคม 2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกี่ยวแค่กระทรวงแรงงาน แต่ยังมี ตม. ตำรวจ ทหาร ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน วันนี้ต้องเอาจริงเอาจัง ผิดต้องจับ ไม่ใช่มารีดไถเงินแล้วก็ปล่อย ผิดก็ส่งกลับเลย ถ้านายจ้างต้องการจ้างงานจริงๆ ก็เอาเขาขึ้นระบบ ที่ต้องเข้าถึงได้ง่าย
ประเด็นต่อมา เรื่องนายหน้าโกง ปี 62-63 เคยไปแจ้งความเรื่องนายหน้าโกงที่ สน.ปากเกร็ด ป่านนี้ยังไม่เรียกนายจ้างมารายงานตัว ยังจับไม่ได้ กี่ปีแล้ว เอาเงินคนงานไปตั้งหลายแสน 10 กว่าคน คนละแสนกว่า ตำรวจทำอะไรอยู่ ฝากด้วย นายหน้าใช้กระบวนการแบบนี้อยู่บ่อยๆ ทำไมไม่ทำ อีกที่คือ สภ.ชลบุรี เหมือนเดิม ยังไม่ทำอะไร ล่าสุดปี’65 สน.ทุ่งสองห้องไปแจ้งความ 8 ธันวาคม เดี๋ยวจะตามดู ถ้าตำรวจไม่ทำ ไม่ต้องมีได้ไหมตำรวจ เดี๋ยวดูแลกันเอง ยิ่งไปแจ้งความ ตำรวจมองเรื่องชาตินิยมไปอีก มันจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ ‘ตกลงตำรวจมีเอี่ยวอะไรกับพวกนายหน้าหรือเปล่า’ ก็ถูกตั้งคำถามตลอด และตำรวจไม่เคยดำเนินการถึงขั้นสุดจริงๆ เป็นคำถามที่เราคิดว่าสำคัญ ที่กลไกของรัฐต้องเอาจริงเอาจัง ต้องแก้ที่ต้นเหตุจริงๆ ถ้าคุณคิดว่าจะไม่ใช้เขา ก็ไล่เขากลับประเทศให้หมด แล้วดูสิว่าเศรษฐกิจประเทศไทยจะเป็นอย่างไร” น.ส.ธนพรกล่าว
ก่อนชูป้าย “ถอยหลัง”

น.ส.ธนพรกล่าวอีกว่า มันถอยหลังจริงๆ ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี มีกระบวนการที่เราพูดถึงอย่างนี้มาตลอด
“กระทรวงแรงงานไม่อับอายบ้างหรือ กับปัญหาที่เกิดขึ้น อันนี้ให้ทั้งกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของรัฐบาลไทยด้วย ว่าคุณถอยหลังกันทั้งรัฐบาล” น.ส.ธนพรกล่าว

ขณะที่ Thandar Myo อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) แนะนำว่า อยากให้ชุมชนที่ชาวเมียนมาอยู่ มี อสต. เพราะจะได้ช่วยดูแลชุมชน อยากให้เขาได้รับการอบรม อยากให้หน่วยงานรัฐทำบัตรให้ เหมือนอย่างที่พี่น้อง อสม. ก็มีบัตรยืนยันตน จึงอยากให้มีบัตรของ อสต. รวมถึงมีค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เพราะบางครั้งตี 1-2 อสต. พาแรงงานข้ามชาติไปหาหมอก็มี ซึ่งยังติดปัญหาขาดล่าม ที่จะสื่อสารกับหมอด้วย
“และอยากให้ อสม.คนไทย ยอมรับ อสต. ชาวเมียนมาด้วย จะได้ทำงานร่วมกัน ชุมชนจะได้พัฒนา โรคอุบัติใหม่ โรคติดต่อ หรือโรคท้องถิ่น ถ้าต่างคนต่างช่วยเหลือกัน เราจะพัฒนาชุมชนได้” Thandar Myo กล่าว
ก่อนตัดเกรดให้คะแนน “ก้าวหน้า” โดยระบุว่า เนื่องจากตนทำงานกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ช่วยหาเตียง หาวัคซีนให้แรงงานข้ามชาติ
“สำหรับหนูเขาก้าวหน้า อยากให้เขาก้าวหน้าอย่างนี้ต่อไป” Thandar Myo กล่าว



