‘องค์กร MWG’ หวั่นเส้นตายครม.13 ก.พ. จะทำ ‘แรงงานข้ามชาติ’ หลุดระบบกว่า ‘7 แสน’ ผิดกม.ไม่รู้ตัว

15.12.22 | 18:27 น.

‘องค์กรด้านประชากรข้ามชาติ’ หวั่นเส้นตายครม. 13 กุมภาฯ จะทำ ‘แรงงานข้ามชาติ’ ผิดกฎหมายไม่รู้ตัว หลุดระบบกว่า ‘7 แสนคน’

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา ชิดลม กรุงเทพฯ เนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากล International Migrant Day 2022 เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) จัดเวทีเสวนา “ร่วมเช็คคะแนนกระทรวงแรงงาน” ว่ามีความก้าวหน้า ย่ำอยู่กับที่ หรือถอยหลัง กับการจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติหลังสถานการณ์โควิด โดยมีวิทยากรได้แก่

นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG), น.ส.ธนพร วิจันทร์ หรือ ไหม แกนนำเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, นางแฉล้ม สุขใส ตัวแทนนายจ้างกิจการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย, Thandar Myo อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ผู้ที่เป็นด่านหน้าช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา และ Maung Kyaw Thein Phod ผู้แทนเยาวชนจากชายแดนไทย-เมียนมา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่า ที่ผ่านมาการทำงานของ กระทรวงแรงงาน เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดจนปัญหาและความท้าทายในการจัดการแรงงานข้ามชาติ

อ่านข่าว : ตัดเกรดเอกฉันท์ ‘กระทรวงแรงงาน’ ถอยหลังอย่างแรง! มติเยอะ-ยุ่งยาก เอกสารครบ แต่ ‘คนงานข้ามชาติ’ โดนข้อหา ‘ลักลอบ’

นายอดิศรกล่าวว่า ช่วงโควิด-19 ปัญหาที่เจอกันมาก คือจำนวนแรงงานข้ามชาติที่หายไปจากระบบ ยังทำงานอยู่ในไทย แต่สถานะการเข้าเมือง หรือสถานะการขออนุญาตทำงาน กลายเป็นผิดกฎหมายไป เท่ากับว่าช่วงโควิด-19 เราเจอแรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก ตัวเลขเปรียบเทียบ จากมีนาคม 2563 แรงงานข้ามชาติ มี 2,601,284 เดือนมีนาคม ปี 2564 มี 1,959,268 หายไปประมาณ 600,000 กว่าคน

Advertisement

“พอ มีนาคม 2565 ช่วงนั้นรัฐบาลมีนโยบายที่จะเปิดจดทะเบียบแรงงาน แล้วตัวเลขกระโดดมา 2,124,846 พอมา กรกฏาคม 2565 ตัวเลขก็หายไปอีก คือกระบวนการในการรักษาแรงงานให้อยู่ในระบบของกระทรวงแรงงาน ยังไม่นิ่ง จำเป็นต้องเปิดลงทะเบียนอีกรอบหนึ่ง ทำให้ตัวเลขกระเตื้องขึ้นมาอีก จะเห็นได้ชัดว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นโยบายที่พยายามจะแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติที่หายไปจากระบบ เปิดจดทะเบียน 4 ครั้ง แต่ปัจจุบันเรามีจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่หายไปจากระบบอีกประมาณ 162,490 คน” นายอดิศรเผย

นายอดิศรกล่าวต่อว่า การจัดการของไทย ยังพึ่งพานโยบายระยะสั้น กล่าวคือ เปิดจดทะเบียนเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งดูจากตัวเลข (สีเหลืองและเทา) จะเห็นชัดว่า แรงงานในไทย ที่ไม่ได้นำเข้าจากประเทศต้นทาง มีถึง 1,876,945 คน คิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานในไทยทั้งหมด เกิดจากการจัดการของไทยเอง คือการเปิดลงทะเบียนเป็นครั้งคราวไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ถ้าดูจากการออกมติของ ครม.ในการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติช่วงโควิด คือตั้งแต่ปี 63-65 เรามีมติ ครม.ถึง 15 ครั้ง เฉลี่ยปีละ 5 ครั้ง ถือเป็นการจัดการโดยใช้นโยบายระยะสั้น

นายอดิศรระบุว่า ปัญหาหลักที่เจอ 6 ข้อ ในเรื่องการจัดการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ คือ

1.ความโปร่งใสของนโยบาย มติยังไม่ออก แต่มีนายหน้าจำนวนหนึ่งไปเร่ขายเนมลิสต์ของแรงงานข้ามชาติแล้ว ที่สำคัญมีตราประทับของ ‘กรมการจัดหางาน’ เข้าไปด้วย เมื่อแจ้งเรื่องไปยังไม่ได้รับการตอบสนองว่าจะมีการลงโทษอย่างไร จึงเกิดภาวะความไม่โปร่งใสในระบบการจัดการ ทั้งภาคนายจ้าง และประชาสังคม

2.มาตรการรวมศูนย์อำนาจ อยู่ที่กรมการจัดหางานอย่างเดียว เพราะรอบนี้มีแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน 7 แสนกว่าคน ซึ่งระบบการอนุมัติขึ้นทะเบียน แบ่งเป็นช่วงๆ เช่น ช่วงแรกให้ไปขออนุญาตขึ้นทะเบียนใช้ระบบก่อน และให้ส่วนกลาง อย่าง ‘กรมการจัดหางาน’ อนุมัติ ฉะนั้น นายจ้างประมาณ 100,000 คน ต้องมุ่งเข้าไปในห้องจุดเดียว คือ ‘กรมการจัดหางาน’ ซึ่งจะคอยอนุมัติทีละคนๆ ไป ให้เวลาประมาณ 15 วัน ในการขอ แทบจะไม่ทันสำหรับนายจ้าง

3.ระบบการขึ้นทะเบียนไม่เอื้อ เพราะ 1.ระยะเวลาสั้นมาก 2. ระบบออนไลน์ของกรมการจัดหางาน ปิดแล้วเปิดใหม่อย่างน้อย 3 รอบ ทำให้เจอปัญหาเรื่อง พาสเวิร์ดเข้าใช้ระบบที่เปลี่ยนไป นายจ้างก็งง เดิมเข้าได้ ทำไมเข้าไม่ได้ ทำให้นายจ้างไม่สามารถดำเนินการในระบบถึงขั้นตอนสุดท้ายได้

 

4.ระบบมีความยุ่งยาก ซับซ้อน เพิ่มค่าใช้จ่าย คือทำระบบเหมือนไม่อยากให้นายจ้างทำเอง ออกแบบให้ดูวุ่นวาย ตัวอย่างง่ายๆ รูปถ่ายพื้นที่หลังต้องสีขาว สีอื่นไม่ได้ ไฟล์ที่จะแนบในระบบต้องเป็นไฟล์ประเภทนั้นประเภทนี้ เมกะไบต์ไม่เกินเท่านั้น ซึ่งเราพบว่านายจ้างรายเล็กหลายคนไม่เข้าใจ ในที่สุดต้องไปเพิ่งนายหน้า ทำให้คาใช้จ่ายส่วนนายหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 12,000-18,000 บาท/คน ทั้งที่ค่าใช้จ่ายจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าบาท

 

5.เปิดช่องแสวงหาประโยชน์ เราพบว่าหลังมีมติ ครม.ออกมา ใช้เวลาประมณ 1 เดือนถึงจะออกประกาศรองรับ เท่ากับว่าช่วง 1 เดือดนั้น แรงงานข้ามชาติเสี่ยงโดนจับ หรืออยู่ในช่วงรอยต่อของวีซ่า เป็นโจทย์ที่ทำให้นายจ้างหลายคนเจอภาวะตำรวจเวียนเข้า-ออกหลายครั้งมากในที่ทำงาน กลายเป็นเรื่องแสวงหาประโยชน์ เรียกรับเงินกันไป

6.เอกสารยังเป็นเหตุให้ถูกรีดไถ เรื่องของเอกสารประจำตัว เช่น หนังสือเดินทางหมดอายุ เรื่องใบอนุญาตทำงานหมดอายุ หรือเรื่องการไม่มีใบอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งใช้ความไม่รู้ หรือการแกล้งไม่รู้ ว่าไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง ใช้แค่หลักฐานการขึ้นทะเบียน มาเป็นเรื่องในการแสวงหาประโยชน์

“เข้าไปในที่ทำงานแล้วบอกว่า ไม่มีพาสปอร์ต ถือว่าผิดกฎหมายแล้วก็จับ ทำให้เกิดปัญหานี้” นายอดิศรชี้

นายอดิศรกล่าวต่อว่า หลายครั้งเราพบว่า “การไม่ประสานงานกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” หรือแกล้งไม่รู้ แล้วไม่มีกลไกในการร้องเรียน จึงกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์สำหรับเจ้าหน้าที่

อีกปัญหาคือการปิดช่วงโควิด ทำให้แรงงานไม่สามารถเดินทางข้ามแดนไปทำหนังสือเดินทางได้ เราเพิ่งมาเปิดชายแดนช่วงกลางปี แรงงานกัมพูชาและลาว สามารถเดินทางไปทำได้ แต่ฝั่งพม่า เนื่องจากสถานการณ์การเมือง จึงยังปิดอยู่ โอกาสในการกลับไปทำหนังสือเดินทางแทบไม่มี ขณะเดียวกันการไปทำที่สถานทูตของประเทศต้นทาง พบว่าคิวยาวมาก เช่น กรณีพม่า ปัจจุบันคิวในการรับหนังสือเดินทางประมาณ พ.ค.66 เป็นต้นไป ทำให้ไม่สามารถเอาหนังสือเดินทางมาตรวจลงตราวีซ่า ให้เสร็จสิ้นก่อน 13 ก.พ. ตามเงื่อนไขของมติ ครม.ได้ เท่ากับว่าความเสี่ยงในการเป็นคนผิดกฎหมาย เริ่มทันที

ขณะเดียวกัน ต่อให้มีการเปิดศูนย์ CI ขึ้นมา ปัจจุบันแรงงานข้ามชาติหลายคนยังไม่สามารถจองคิว ทำ CI ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้ เนื่องจากระบบฐานข้อมูลออนไลน์ ของกรมการจัดหางานและของเคาน์เตอร์เซอร์วิส ยังไม่โอนให้กัน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า น่าจะเริ่มได้จริง 22 ธ.ค.นี้ เท่ากับเวลาทำวีซ่า ลดลงมาเหลือไม่ถึง 2 เดือน ปัญหาคนตกหล่นในระบบจึงมีค่อนข้างมาก

ส่วนของลาว ต่อให้เปิดทำวีซ่า แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องไปทำ Name List กับทางสถานทูตลาวก่อน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,500-5,000 บาท/คน ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“เรากังวลใจว่า เส้นตาย 13 ก.พ. เราประเมินว่าจะมีแรงงานกว่า 700,000 คน ที่อาจจะหลุดจากระบบ และกลายเป็นคนผิดกฎหมายได้ในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันเขาจะถูกกฎหมายก็ตามแต่” นายอดิศรกล่าว