หน้าแรก ในประเทศ สำนักศิลปากร ...

สำนักศิลปากร 3 น้อมรับแก้ไขทุกประเด็นเสนอแนะ คงโบราณสถานอยุธยาเป็นมรดกโลก

25.11.16 | 18:10 น.

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3  กรมศิลปากร เปิดเผยว่า ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีชี้แนะการบริหารจัดการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาในหลายประเด็น โดยวันนี้ ทางสำนักสำนักศิลปากรที่ 3 พื้นที่โบราณสถานทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เร่งดำเนินการชี้แจงลายะเอียดเป็นข้อ ๆ ต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ได้รับการชี้แนะ ว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างไรไปบ้าง รวมถึงอนาคตจะมีโครงการจะดำเนินการอย่างไรบ้าง และปัญหาอุปสรรต่างๆ  ทั้งนี้เพื่อให้คณะกรรมการ ฯ ในส่วนของประเทศไทย ทำสรุปนำเสนอให้ ยูเนสโก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ตาม นายประทีป กล่าวขอยืนยันว่า ที่ผ่านมา กรมศิลปากร ได้ดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามแผนแม่บทปี 2536 มาโดยตลอด ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่ ครม.อนุมัติ และ ยูเนสโกเห็นชอบในหลักการและแนวทางดำเนินการตามแผนแม่บท ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นความ ปัญหาต่างจะแก้ไขลงได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นเมืองมรดกโลกของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแน่นอน กรมศิลปากรและคนกรุงเก่า รวมถึงทุกหน่วยงานพร้อมร่วมดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและดำเนินการให้สำเร็จตามแผนแม่บท

สำหรับการรื้อย้ายร้านค้ารอบเขตโบราณสถานที่มีการบุกรุกมาช้านาน ที่ผ่านมามีการดำเนินการป้องปราบและเจรจามาโดยตลอด แต่ปัญหาไม่ยุติ แม้มีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และมีคณะทำงานระดับจังหวัด กำกับดูแลเป็นองค์คณะทำงาน ล่าสุดมีการหยิบยกปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถานหลังวิหารพระมงคลบพิตรทำเป็นตลาดขนาดใหญ่ ขายของแก่นักท่องเที่ยว มากกว่าอาคารทรงไทยที่กรมศิลปากรสร้างไว้ให้ จนกลายเป็นว่ามีผู้ค้า 2 ชุด คือชุกแรกในอาคารทรงไทยที่กรมศิลปากรอนุญาต และชุดที่ 2 ที่เป็นเต็นท์ แผงค้า ซึ่งตั้งร้านร้าไม่สอดคล้องกับอารยสถาปัตย์

 

 

Advertisement

 

ตรงจุดนี้รัฐบาลชุดนี้ได้กำชับมาเช่นกัน และทุกอย่างอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจา  ซึ่งมีการจัดเตรียมสถานที่รองรับการรื้อย้ายร้านค้าที่บุกรุกไปที่พื้นที่หลังศาลากลางจังหวัดหลังเก่า และมีการกำหนดขีดเส้นตายมาแล้วว่าไม่เกินวันที่ 15 มีนาคม 2660 นี้