‘133 องค์กร’ ขุดต้นตอค่าไฟแพง ปชช.ต้องแบกรับ ‘รสนา’ จี้ ‘รมว.พลังงาน’ ปรับนโยบายกิจการ เบรกทุนใหญ่

22.12.22 | 13:33 น.
ขอบคุณภาพจาก : The Reporters

‘133 องค์กร’ เปิดต้นตอค่าไฟแพง โอด ปชช.ต้องแบกรับ ‘รสนา’ จี้ ‘รมว.พลังงาน’ 5 ข้อ ปรับนโยบายกิจการไฟฟ้า เบรกทุนใหญ่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ธันวาคม ที่หน้าศูนย์ Energy Complex กระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต สภาองค์กรของผู้บริโภค เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม เครือข่ายไฟฟ้า ประปา ยา เพื่อชาติและประชาชน, สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เดินทางมารวมตัวเพื่อยื่นหนังสือ เรียกร้องให้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แก้ปัญหา ช่วยเหลือเรื่องค่าไฟแพง ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนและของประเทศ โดยมี น.ส.รสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร ในฐานอนุกรรมการด้านภัยสาธารณะ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ของสภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมอ่านข้อเรียกร้องถึง รมว.พลังงาน

ภาพจาก The Reporters

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมยืนรวมตัว ชูป้ายไวนิลที่ระบุแผนผังต้นตอและผู้ร่วมกระบวนการค่าไฟแพง ซึ่งมีชื่อ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรับเข้าศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อยู่มุมขวาของป้าย ด้านผู้ชุมนุมรายอื่นๆ ร่วมชูป้ายข้อความ อาทิ “หยุดปล่อยทุนใหญ่กั้นรวมโรงไฟฟ้า นโยบายรัฐผิดพลาด ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง”, “ปล่อยไฟฟ้าเอกชนล้นระบบ ยังซื้อจากลาวอีก นี่ไม่ใช่ความมั่นคงพลังงานของประเทศ”, “ไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สินค้าสร้างความร่ำรวยให้เอกชน” เป็นต้น

นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้ ในนามสภาองค์กรของผู้บริโภค เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อ 133 องค์กร จากทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์ร่วม เรื่อง ขอให้กระทรวงพลังงานแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะยื่นแถลงการณ์แล้ว สภาองค์กรผู้บริโภค จะกล่าวไว้เพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า

ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เดือนนี้ เวลานี้ หรือปีนี้ เราได้ส่งสัญญาณข้อเรียกร้องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว มีจดหมายอย่างเป็นทางการมาถึงระทรวงพลังงานแล้ว แต่ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลความผาสุกของพี่น้องประชาชนในด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันมีความจำเป็นต่อชีวิต คือเรื่องกิจการไฟฟ้า กลับไม่มีการตอบข้อเสนอใดใดต่อองค์กรประชาชน เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ของ รมว.กระทรวงพลังงานอยู่รอมร่อแล้ว ดังนั้น เราในฐานผู้บริโภค และผู้ปฏิบัติงานในด้านสาธารณูปโภค ให้กับพี่น้องประชาชนได้มีชีวิตอย่างปกติตามสภาพในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจฝืดเคือง ตามสภาพที่เราพึ่งผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 อย่างไม่สมบูรณ์ จึงมาเรียกร้อง

Advertisement

จากนั้น นายอิฐบูรณ์อ่านแถลงการณ์ ความว่า ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวดที่ 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐนั้น มาตรา 56 บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงสร้าง หรือโครงข่ายขั้นพื้นฐาน ของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ของรัฐ อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิของเอกชน หรือให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้

การจัดหรือให้มีสาธารณูปโภค ตามวรรค 1 หรือ 2 รัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร การนำสาธารณูปโภคของรัฐไปให้เอกชนดำเนินการทางธุรกิจ ไม่ว่าด้วยประการใดใด รัฐต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐและเอกชนจะได้รับ และค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากประชาชน ประกอบกันด้วย

ดังนั้น จากข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงถือเป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องดำเนินการจัดสรรสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ให้กับประชาชน ด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญ 4 ประการ คือ

1.รัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง โดยรัฐมีหน้าที่ต้องจัดสรรสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำประชา ให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม เสมอภาค และต่อเนื่อง

2.เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้มั่นใจว่า รัฐจะจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ประชาชนเข้าถึงได้ดังกล่าวนั้น ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในกิจการ ต้องป็นกรรมสิทธิของรัฐ

3.การเรียกเก็บค่าบริการ จะกระทำให้เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควรไม่ได้ ดังนั้น กิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น จึงต้องเป็นกรรมสิทธิของรัฐ เพื่อไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าบริการประชาชนเกินสมควร

4.การนำกิจการสาธารณูปโภคของรัฐ ไปให้เอกชนดำเนินการทางธุรกิจ ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐและเอกชนจะได้รับ และค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากประชาชนประกอบกัน ซึ่งกิจการพลังงานไฟฟ้า นับเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชานทุกคนประเภทหนึ่ง และเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ภายใต้จุดมุ่งหมายสำคัญ 4 ประการดังกล่าว แต่ขณะนี้ได้ปรากฏว่า ประชาชน ภาคธุรกิจ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ รวมถึงภาคเกษตรกรรม ต่างได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาค่าไฟฟ้าแพงอย่างถ้วนทั่วทุกภาคส่วนไป โดยจะต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้า ในอัตรา 4-6 บาท / หน่วย ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้นเป็นเพียงปัจจัยปลายเหตุเท่านั้น และการดูแลแก้ไขปัญหาด้วยเงินภาษีประชาชนเอง ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด เพราะต้นเหตุสำคัญที่รัฐยังไม่ได้แก้ไข ยังไม่ได้ดำเนินการไปตามจุดมุ่งหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เราจึงขอเรียกร้องต่อกระทรวงพลังงาน ดังต่อไปนี้

ภาพจาก The Reporters

จากนั้น น.ส.รสนากล่าวข้อเสนอต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ดำเนินการแก้ปัญหาค่าไฟแพง ดังนี้

1.ขอให้ตรึงค่า Ft กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน ทั้งครัวเรือน ภาคธูรกิจ และภาคเกษตรกรรม

  1. ขอให้หยุดการอนุมัติโรงไฟฟ้าเอกชนใหม่ ทั้งในประเทศและการนำเข้าจาก สปป.ลาว ซึ่งขณะนี้ไฟฟ้าล้นระบบ ทำให้การผลิตไฟฟ้าของรัฐน้อยกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าไฟแพง

3.ให้รัฐบริหารจัดการต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติ โดยกำกับดูแลให้ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นผู้จัดการก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ ดำเนินการจัดหาก๊าซธรรมชาติและจำหน่ายให้รัฐวิสาหกิจด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของรัฐ และประชาชนโดยรวม

4.ทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ที่เอื้อเอกชนในลักษณะมี ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ ภายใต้เงื่อนไข ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย

5.เร่งสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคา และระบบหักลบกลบหน่วย (Net Metering) ในการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินการใช้งาน กลับเข้าสู่ะรบบ

ทั้งนี้ ในการแก้ปัญหาระยะยาว ให้กระทรวงพลังงาน ปรับนโยบายด้านกิจการไฟฟ้า ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 หมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 56

ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2565

คณะผู้ร่วมแถลงการณ์ 133 องค์กร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนจากกระทรวงพลังงาน ได้ลงมาเป็นตัวแทนรับหนังสือดังกล่าว