‘ชัชชาติ’ ลั่น เราล้าสมัยมาก คลี่ ‘แผนสู้ฝุ่น’ แนะลงทุนยกเครื่องยนต์ใหม่ ‘คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม’ ถ้าบวกต้นทุนปอดพัง

22.12.22 | 18:08 น.

‘ชัชชาติ’ ลั่น เราล้าสมัยมาก คลี่ ‘แผนสู้ฝุ่น PM 2.5’ แนะลงทุนยกเครื่องยนต์รถโดยสาร-กระบะ-บรรทุก ยัน ‘คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม’ บวกต้นทุนปอดพัง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 ธันวาคม โถงชั้น M 1 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จัดงานเสวนา Living with Chronic Lung Disease : อยู่อย่างไร เมื่อเป็นโรคปอดเรื้อรัง

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ รวมถึงมาตรการดูแลและแก้ไขปัญหาว่า PM 2.5 เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับแพทย์โดยตรง เพราะการเราที่ป่วยถือเป็นต้นทุนมหาศาล ตนจะขอพูดถึง 3 เรื่อง คือ 1.ฝุ่นมาจากไหน ช่วงนี้มีอะไรทำไมถึงมีฝุ่น 2.การต่อสู้กับปัญหา 3.สถานการณ์ฝุ่นในวันนี้

นายชัชชาติชี้ว่า ฝุ่นมี 2 ปัจจัยหลักคือ 1.แหล่งกำเนิดมลพิษ และ 2.สภาพภูมิอากาศ ซึ่งมากหรือน้อยดูที่ความหนาแน่น แหล่งกำเนิดใน กทม.จากงานวิจัย สรุปคร่าวๆ ว่า เกินครึ่งมาจากการขนส่ง พวกรถยนต์ดีเซลทั้งหลาย และการเผาชีวมวล 10-20 % โดยบางช่วงขึ้นไปถึง 40% ได้ ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมใน กทม.น้อยลงแล้ว เพราะย้ายไปข้างนอกเมืองเยอะ ส่วนขนส่งทางถนน รถบรรทุก ปิ๊กอัพ จะเยอะกว่ารถเก๋ง

Advertisement

“กทม.เรา ห้ามรถบรรทุกวิ่งเยอะ แต่รถปิ๊กอัพวิ่งได้จึงมีจำนวนมาก ยอดขายอันดับ 1 คือตัวที่สร้างมลพิษเยอะ หรืออย่างท่าเรือคลองเตยที่เราคาดไม่ถึง ใน 1 ปีมีเข้า-ออกเป็นล้านตู้ ทุกตู้ต้องมีหัวลากซึ่งเป็นดีเซล และถนนแถวนั้นวิ่งได้ 24 ชม. หรือ ถ.พระราม 2 ก่อสร้างเยอะ พุทธมณฑลก็มีรถบรรทุกเยอะ คือตัวทำให้เกิดฝุ่น” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวถึง “วัสดุชีวมวล” ซึ่งเหลือจากการปลูกข้าว อ้อย ฯลฯ แล้วคนไทยมักนำไปเผาทิ้งเพราะง่ายกว่า ซึ่ง กทม.เผาไม่ได้เยอะ มีแค่หนองจอกและมีนบุรี บ้าง

“เราควบคุมหมดแล้ว แต่เผาที่กัมพูชาก็โดนที่เรานะ เพราะลมพัดมา ช่วงต้นปีกัมพูชาเผาเยอะ 2,043 จุด ลาว 260 จุด ของเราแค่ 418 จุด จริงๆ แล้วเผาบริเวณนี้เยอะ ช่วงนี้ลมมาจากตะวันออกเฉียงเหนือ ก็พาฝุ่นจากกัมพูชามา กทม.โดยตรง ปะทะกับแนวเขา ลมจะม้วนแล้วเอาฝุ่นมาตกที่เรา ช่วงนี้จึงเป็นซีซั่นที่จะเจอเยอะ” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า พื้นที่อุตสาหกรรมใน กทม. ส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งตะวันตก เช่น ธนบุรี มีโรงงานเก่า และแพลนท์ปูน โดยตะวันออกจะโดนชีวมวล ตะวันตกจะโดนโรงงานอุตสาหกรรม เขตที่หนักช่วงปี 64-65 เช่น เขตบางขุนเทียน เขตทุ่งครุ เป็นฝั่งที่ลมพัดมาสิ้นสุด มีโรงงานอุตสาหกรรม มีถนนพระราม 2 ที่มีการก่อสร้างเยอะ

จากนั้น นายชัชชาติกล่าวถึง ปัจจัยสภาพภูมิอากาศ โดยเปรียบเหมือนฝาชี

“สภาพภูมิอากาศ ก็เหมือนกับฝาชีที่ฝุ่นไม่สามารถลอยขึ้นได้ ถ้าเพดานอากาศสูง ฝุ่นจะไม่หนาแน่น เพราะปริมาตรไม่เยอะ จำนวนเม็ดฝุ่นเท่าเดิม แต่ถ้าเพดานอากาศกดต่ำลง ฝุ่นจะหนาแน่นขึ้น เหมือนเรากดฝาลง เวลาสูดเข้าไปเฮือกหนึ่ง ฝุ่นก็จะเข้าไปในปอดเยอะ ปัจจุบัน หน้าร้อน กลางวัน แนวเพดานจะขึ้นไป 2,000 เมตร กลางคืนประมาณ 1,300 แต่ช่วงนี้พอหน้าหนาว เพดานอากาศจะกดต่ำลงเหลือประมาณ 700 เมตร กลางคืนเหลือแค่ 400 เมตร ถึงแม้กรุงเทพฯ ไม่เผา แต่เพื่อนบ้านเผาก็จะมีผลมาที่เราเยอะ” นายชัชชาติระบุ

 

 

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า การต่อสู้ปัญหา PM 2.5 อย่างแรกต้องรู้ต้นตอก่อนว่ามาจากไหน ที่ผ่านมา กทม.ร่วมกับ วช.มี การทำ “นักสืบฝุ่น” คุยปัญหากัน จากนั้นมีการประสานข้อมูลและติดตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาสื่อสารให้ประชาชนทราบ

“พวกเรา ก่อนออกจากบ้าน ถ้ามีภาวะป่วย ควรจะดูก่อนว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร ซึ่งเราสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 7 วัน เราจะมีแอพพลิเคชั่นที่สามารถโหลดได้ หรือไม่ก็เข้าเว็บไซต์ของ กทม. รู้ล่วงหน้าได้ โดยเฉพาะผู้ป่วย ตอนนี้เราไปทำโรงเรียน กทม. 437 แห่งให้ชักธง ตื่นเช้ามาให้เด็กเข้าแอพพ์ตรวจสภาพอากาศ แล้วชักธง ฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง เพื่อให้เด็กตระหนักรู้ เข้าใจเรื่อง PM 2.5 และเตรียมการป้องกัน เรามีการตั้งวอร์รูมของ กทม. ถ้าเกิดมีไฟไหม้ มีจุดที่เผา เราส่งเทศกิจเข้าไปจัดการในเขต ทำให้สามารถรับมือกับฝุ่นชีวมวลได้มากขึ้น” นายชัชชาติเผย

จากนั้น นายชัชชาติกล่าวถึง ‘มาตรการตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษ’ ว่า เริ่มจากตรวจมลพิษ วัดควันดำรถเมล์ รถโดยสารประจำทาง รถบันทุกที่ต้องตรวจตลอด เพราะคือตัวหลัก ครึ่งหนึ่งของฝุ่นมาจากรถพวกนี้ รวมถึงกำกับดูแลและเฝ้าระวังโรงงานอุตสาหกรรม

“พวกโรงงานต่างๆ ก็ต้องเข้าไปลุย ใครเห็นโรงงานที่ปล่อยควัน หรือถ้าบ้านอยู่ใกล้โรงงานพวกนี้ต้องระวัง เพราะเป็นตัวปล่อยมลพิษ ซึ่งเราได้สั่งปิดไปแล้ว 41 แห่ง เกษตรกรเราก็ลงไปคุยที่ทุ่งนา ซึ่งเรามีไม่เยอะ หลักคือ เอาฟางข้าวมาทำประโยชน์ มัดให้เขาแล้วเอาไปขายเป็นเชื้อเพลิง ต้องช่วยเขา รัฐก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลเรื่องชีวมวลพวกนี้ ซึ่งเรามีการรายงานปัญหาต้นตอฝุ่น ใน Traffy Fondue ถ้าเจอปัญหาแจ้งมา เดี๋ยวเราไปดูให้ บางทีต้องอาศัยพวกเราดู เพราะแหล่งอยู่ตามซอกซอย” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวถึง มาตรการป้องกัน ว่า กทม.เริ่มเปิดคลินิกมลพิษทางอากาศใน 5 โรงพยาบาล เน้นด้านนี้โดยเฉพาะ พร้อมแจกหน้ากาก N95 ให้กับประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบาง

“คนสงสัยว่า ใส่หน้ากากแบบนี้ช่วยไหม จริงๆ ต้องใช้ หน้ากาก N95 เพราะฝุ่นเล็กกว่าโควิดอีก โควิดคือละอองฝอย หน้ากากนี้กันละอองฝอยได้ แต่เอาจริงๆ ใส่แค่นี้กันได้ 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ใส่ 2 ชั้นกันได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ช่วยกรองไปได้เยอะ” นายชัชชาติชี้

จากนั้น กล่าวถึงโครงการต้นไม้ล้านต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพิ่มการดูดซับฝุ่นละอองว่า เราปลูกไป 200,000 ต้นแล้วตั้งแต่เข้ามา จะปลูกให้ได้ 1 ล้านต้น ต้นไม้จะช่วยกรองฝุ่นต่างๆ ได้

ต่อมา นายชัชชาติกล่าวถึง “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ลดปริมาณการก่อมลพิษในระยะยาว” ว่า เราพยายามปรับพฤติกรรมการเดินทาง ให้คนเดินเยอะขึ้น ใช้รถให้น้อยลง อาจจะทำอย่างจุฬา คือมี Cover walkways ให้คนเดินสะดวกขึ้น

“ผมว่าต้องปรับพฤติกรรม ใช้รถเก๋งน้อยลง ใช้การเดินทางสาธารณะให้มากขึ้น จุดเชื่อมต่อต่างๆ ต้องทำให้ดีขึ้น” นายชัชชาติระบุ

นายชัชชาติกล่าวถึง การสนับสนุนโครงการของรัฐ ในการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตรถและน้ำมัน ให้เป็น EURO 5 และ 6 ว่า

 

“ต่อไปรถ EV จะช่วย ถ้าเกิดไปถึงรถบรรทุก รถกระบะได้ ก็จะลดการปล่อยมลพิษลง ซึ่งสำคัญ ปัจจุบันเครื่องยนต์เรายังเป็น EURO 3 อยู่ ถือว่าล้าสมัยมาก รถบรรทุกเรายังไม่กล้าเปลี่ยน เป็น EURO 5 EURO 6 ถามว่าทำไมเราไม่กล้าเปลี่ยน เพราะมันต้องลงทุนทางเศรษฐกิจอย่างมาก ต้องเปลี่ยนรถ ปัญหาคือประเทศอื่นเขากล้าเปลี่ยนแล้ว เพราะเขาเอาต้นทุนของพวกเรามาคิดด้วย ต้นทุนที่ปอดพัง ต้นทุนที่พวกเราต้องจ่ายค่าปอดเรื้อรัง นี่คือต้นทุนก้อนใหญ่ที่ทางหมอต้องคิดมาให้ ว่าต้นทุนพวกนี้กี่แสนล้าน

อย่างอเมริกาเขาออก Clean Air Act ขึ้นมา คิดต้นทุนตรงนี้เป็น 1.2 ล้านล้านเหรียญ ค่าเปลี่ยนมาตฐานแค่ไม่กี่หมื่นล้านเหรียญ แต่พอเราคิด เราไม่ได้เอาต้นทุนสุขภาพมาคิด คิดแต่ต้นทุนการเปลี่ยน มันเลยดูเยอะ แต่ถ้าเอาต้นทุนสุขภาพมาคิด มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ต้องคิด ต้องพยายามแก้ไข อย่างเมืองนอกก็มี เอารถเข้ามาในเมืองคิดตังค์เพิ่ม” นายชัชชาติกล่าวถึงแผน ว่าจะทบทวนแนวทางการเก็บเงินรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษ ที่จะเข้ามายังเขตชุมชนหนาแน่น Congestion Charge” นายชัชชาติระบุ

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า จริงๆ แล้ว Valuation จากการลดในแง่คน ช่วยมหาศาล ต้นทุนระยะสั้นมันดูแพง แต่สิ่งที่ได้ในระยะยาวเยอะ ตนว่างานเสวนาวันนี้สำคัญ เพราะจะบอกว่าระยะยาวเราต้องจ่ายเท่าไหร่ คุ้มที่เราควรจะเปลี่ยน ลงทุนตอนนี้เพื่ออนาคตระยะยาว

นายชัชชาติกล่าวถึงสภาพอาศวันนี้ว่า หนักหลายจุดเหมือนกัน ถ้าเราตื่นขึ้นมา เข้าไปดูในแอพ์ก่อนว่า พื้นที่เป็นอย่างไร ตรงไหนโหด ก็จะทำให้เราเตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้น

อ่านข่าว : 11 เขต กรุงเทพฯ PM 2.5 เกินมาตรฐานเช้านี้ กทม.เตือนสวมหน้ากาก แนวโน้มเพิ่มอีก

“อย่างวันนี้มีเผาชีวมวล ในเขตปทุมวัน 5 ที่ และนนทบุรี เริ่มมีการเผา ช่วงปลายปีจะเห็นเยอะขึ้น ของ กทม.ไม่มี เพราะเราเคลียร์หมดแล้ว ต้องเข้าไปแก้ไข ภาพรวมคือ ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขได้ง่าย ต้องเริ่มจากจำกัดแหล่งมลพิษก่อน ถ้าคิดเรื่องต้นทุนสุขภาพด้วย ผมว่าเกินคุ้มที่จะลงทุนเปลี่ยนเครื่องยนต์” นายชัชชาติกล่าว