เมื่อเวลา 17 .00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา และตลอดถนนเยาวราช หอการค้าไทย-จีน ร่วมกับสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และสหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย จัดงาน “ในหลวงในดวงใจชาวไทยจีน” เพื่อบำเพ็ญพระราชกุศลและถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน มีนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน, พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล รองผบ.ทหารเรือ ร่วมให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มีประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนพร้อมใจใส่ชุดสีดำหลั่งไหลมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เข้ามาที่หัวถนนเยาวราชบริเวณโรงพยาบาลกรุงเทพ ต้องเข้าจุดตรวจและสแกนอาวุธอย่างเข้างวด โดยประชาชนที่มาจะได้รับแจกแทนสีขาวคนละ 1 เล่มเข้าไปในงาน
ขณะที่งานเริ่มต้นด้วยการพิธีสวดพระอภิธรรมและพิธีสดับปกรณ์โดยพระสงฆ์ 99 รูป นำโดยประธานฝ่ายสงฆ์โดยมี สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมด้วยพระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม และพระสงฆ์ 99 รูป จากนั้นมีการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงแสงเทียนแสงทิพย์ (ประพันธ์โดยกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ) ด้วยวงซิมโฟนีออเคสตร้าดุริยางค์ราชนาวี วงใหญ่ 109 ชิ้นนักร้องนักดนตรี จำนวน 160 นาย การแปรอักษรเป็นเลข ๙ บนถนนเยาวราช ร่วมกันระหว่างกำลังพลของกองทัพเรือโดยฐานทัพเรือกรุงเทพ และตัวแทนนักเรียนเขตสัมพันธวงศ์

จากนั้นเวลา 18.00น. ชาวไทยเชื้อสายจีนได้ร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี โดยมีกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ มาบรรเลงเพลง เมื่อถึงเวลา 18.20น. ชาวไทยเชื้อสายจีนได้ร่วมกันยืนจุดเทียนถวายความอาลัย โดยทหารเรือที่แปรอักษยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที และร่วมกันขับร้องเพลงเดินตามรอยพ่อ เพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งนี้ หลังจากเสร็จพิธี ชาวไทยเชื้อสายจีนได้นำอาหารและเครื่องดื่มกว่า 110,000 ชุด มาบริการฟรีให้กับผู้มาร่วมงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนบริเวณซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา มีการตั้งเต็นท์จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์และลายพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะพระอนุชา ครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังสำเพ็งในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2489 โดยมีประชาชนให้ความสนใจมาดูและถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกเป็นจำนวนมาก
โดยนิทรรศการมีข้อความว่า การเสด็จฯดังกล่าว ช่วยให้สัมพันธภาพระหว่างคนไทยกับคนจีนกลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่นาน มีการเคลื่อนไหวของคนจีนในประเทศไทยที่แสดงความไม่พอใจรัฐบาลไทยในขณะนั้น สืบเนื่องมาจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และประเทศไทยซึ่งถูกบีบบังคับให้เป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น ก็ต้องตกอยู่ในฐานะที่พ่ายแพ้สงครามเช่นกันและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมีเงื่อนไขประการหนึ่งคือให้กองทัพจีนส่งกำลังทหารเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย
แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยห่วงใยในเรื่องความมั่นคงของชาติและต้องการพลิกสถานการณ์มาเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร จริงขอให้ทหารญี่ปุ่นยอมวางอาวุธต่อลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอังกฤษ ประจำภาคเอเชียตะวันออกไกล ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวจีนขณะนั้น ประกอบกับการที่ประเทศจีนได้ให้สัญชาติจีนกับคนจีนที่เกิดนอกประเทศ ยิ่งทำให้เกิดกระแสชาตินิยมในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างมากคนจีนที่พักอาศัยบริเวณย่านเยาวราช ราชวงศ์ สำเพ็งต่างได้แสดงออกความรู้สึกชาตินิยมด้วยการประดับธงชาติจีนตามร้านค้า บ้านเรือน เพื่อแสดงออกว่าตนเป็นคนจีนไม่ใช่คนไทย นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ทำร้ายคนไทยที่ผ่านเข้าไปในย่านของคนจีนที่เรียกว่า ‘เลี๊ยะพะ’ รวมทั้งการหยุดงานปิดร้าน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับคนจีนในประเทศ
การตัดสินพระทัยของพระองค์ในขั้นต้นได้รับการทักท้วง เพราะรัฐบาลเกรงจะผิดราชประเพณี แต่ทรงมีรับสั่งให้สำนักราชเลขานุการในพระองค์แจ้งยืนยันให้รัฐบาลทราบ เพราะทั้งรัชกาลที่ 5,6 ก็เคยเสด็จฯมาแล้ว จึงมีหมายกำหนดการเสด็จฯมาเยี่ยมชาวจีนที่สำเพ็ง ในวันที่ 3 มิถุนายน 2489 เมื่อชาวจีนในสำเพ็งทราบข่าว ต่างได้ร่วมแรงร่วมใจกันเก็บกวาดขยะสิ่งรกรุกรัง เพื่อเตรียมสถานที่รอรับเสด็จ ในวันล้นเกล้า 2 พระองค์เสด็จฯ ทรงทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสำเพ็ง ตลอด 2 ฝั่งข้างทางมีคนจีนที่อาศัยย่านนั้น เดินทางมาเฝ้าฯรับเสด็จจำนวนมาก และในระหว่างเสด็จฯมีบรรดาพ่อค้าชาวจีนทูลเกล้าฯถวายของมีค่าและเงินโดยเสด็จพระราชกุศล รวม 13,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น ทรงนำเงินดังกล่าวตั้งเป็นทุนพ่อค้าหลวง และพระราชทานแก่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพื่อให้เก็บดอกออกผล สำหรับรักษาพยาบาลผู้ป่วยยากไร้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่คนไทยเชื้อสายจีนสำนึกและเทิดทูนไม่รู้ลืม







