สธ.สู้รับมือโควิดแปลงร่าง ปี’66 เข้าใกล้ไข้หวัดใหญ่
ครบ 3 ปี ที่โลกได้รู้จักกับโควิด-19 ไวรัสเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนทั่วโลก เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต สุขภาพ และความมั่นคงทุกหย่อมหญ้า ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรคอ่อนกำลังลง หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการป้องกันเต็มรูปแบบ ทว่า บทเรียนความเสียหายได้ถูกจารึกไว้เตือนใจทุกคน เกิดเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน โรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หลายฝ่ายจับจ้องไปที่ทิศทางการรับมือโควิด-19 ในปี 2566 เพื่อก้าวข้ามการระบาดใหญ่นี้ไปอย่างยั่งยืน
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. บอกว่า ปัจจุบันโควิด-19 ดำเนินไปตามรูปแบบการระบาดของโรค การระบาดใหญ่ (Pandemic) ส่งผลกระทบในระดับโลกในอดีตครั้งล่าสุด คือ ไข้หวัดใหญ่สเปน เป็นโรคระบาดปี 2461 หรือนานกว่า 100 ปีที่แล้ว แต่การสื่อสารยังไม่รวดเร็วเหมือนทุกวันนี้ แต่การระบาดเหมือนกับโควิด-19 ในปัจจุบันนี้ มีขึ้นมีลง ระบาดหลายประเทศ มีการระบาดด้วยสายพันธุ์ใหม่ๆ ถ้าดูตามรูปแบบโควิด-19 เริ่มเข้าใกล้ไข้หวัดใหญ่ธรรมดาไปทุกที คนทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน และจากการหายติดเชื้อ
“ความหวังว่าจะมีวัคซีนโควิด-19 ที่รองรับสายพันธุ์ใหม่ๆ นั้นต้องยอมรับว่า วัคซีนไม่สามารถพัฒนาได้ทันไวรัสที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่มีความพยายามทำวัคซีนสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.4 และ BA.5 แต่อย่างที่เห็นว่าขณะนี้ไทยไม่มีสายพันธุ์ดังกล่าวแล้ว มีสายพันธุ์ย่อยอื่นเข้ามาแทน เช่น BA.2.75 แต่ด้วยความรุนแรงของโรคไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนเดิมเป็นเข็มกระตุ้นยังทำได้ดี แต่ความสำคัญจะมาอยู่ที่ระยะห่างของการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพราะหากเราปล่อยให้เวลาผ่านไป ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดต่ำลง ทำให้เกิดการติดเชื้อ อาจมีอาการรุนแรงได้ในกลุ่มเสี่ยง” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า ปี 2566 มาตรการ สธ.ยังต้องทำต่อเนื่อง คือ เร่งฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นกลุ่มเสี่ยง 608 หลักการให้วัคซีนคือ ประชากรไทยต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อยคนละ 4 เข็ม หรือหากได้รับวัคซีนเข็มล่าสุดครบ 4 เดือน ก็สามารถรับเข็มกระตุ้นได้ทันที สธ.อำนวยความสะดวกประชาชนด้วยการกระจายวัคซีนไปถึงระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อประหยัดค่าเดินทางของประชาชน สถานการณ์ทั่วโลกช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโควิด-19 ตามสโลแกนปี 2566 คือ Living with COVID-19 ก็จะเหมือนการป่วยเป็นไข้หวัดอาการไม่รุนแรง แต่ก็ยังทำให้มีผู้เสียชีวิตได้
“ต้องจับตาดูคือ นโยบายเปิดประเทศของจีน หากเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้นจะเกิดข้อดีคือการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ แต่ต้องระวังคือประเทศที่มีการระบาดรวดเร็ว ก็จะจบเร็ว ประเทศระบาดช้า ก็จะจบช้า ส่วนของไทยอยู่กลางๆ ดังนั้น เราต้องดูสถานการณ์ประเทศใกล้เคียง เพื่อปรับนโยบายให้สอดคล้องกัน” นพ.โอภาสกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม คาดการณ์โรคโควิด-19 ในปี 2566 ต้องดูจาก 3 ปัจจัย คือ
1.เชื้อโรค คงกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่เป็นแบบย่อยๆ เล็กน้อย เราอยู่กับโอมิครอนมา 1 ปีแล้ว ยังไม่เปลี่ยนเป็นตัวอื่น เราติดตาม หากเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญจะประกาศให้ทราบ
2.คน ขณะนี้มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ช่วยลดความรุนแรงและการเสียชีวิต การฉีดเข็มกระตุ้นจึงสำคัญ ขณะนี้วัคซีนทุกยี่ห้อป้องกันอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ แต่ป้องกันการติดเชื้อไม่ค่อยได้ ภูมิคุ้มกันอยู่ได้ไม่นาน ต้องเน้นกลุ่ม 608 คนที่มีโอกาสสัมผัสผู้คนจำนวนมาก บุคลากรสาธารณสุข บุคลากรด่านหน้า คนทำงานภาคบริการ และ 3.สิ่งแวดล้อม ช่วงระบาดใหม่ๆ แรกๆ เราควบคุมไม่ให้คนพบปะกัน ลดความเสี่ยง ปิดการเดินทาง เมื่อคนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติเหมือนกันทั่วโลก แม้จะมีการกลายพันธุ์มากคนก็ไม่ค่อยกังวลมาก ระบบยังรองรับได้ ถ้ามียาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยควบคุมสถานการณ์ดีขึ้น
นพ.โอภาสกล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ที่ประชุมเห็นชอบหลักการกรอบการจัดหาวัคซีนปี 2566 แต่เนื่องจากข้อมูลวิชาการจากหน่วยงานหลัก เช่น องค์การอนามัยโลก ยังไม่ออกแนวปฏิบัติมาว่าต้องฉีดกี่เข็ม ฉีดอย่างไร เพราะข้อมูลวิชาการยังไม่เพียงพอ เราจึงยึดกรอบตามวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือฉีดกระตุ้นปีละ 1-2 เข็ม ใน 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเสี่ยง 608 2.บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า และ
3.อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมมีประมาณ 18 ล้านคน หากฉีดคนละ 1 เข็ม จะรวม 18 ล้านโดส หรือหากฉีดคนละ 2 เข็ม รวมเป็น 36 ล้านโดส ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำกรอบแนวทางดังกล่าวไปวางแผนต่อไป หากถามว่าหน้ากากอนามัย/ผ้า ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่หรือไม่
นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปี 2566 คนไทยต้องอยู่ร่วมกับโควิด-19 ในลักษณะการติดเชื้อ และป่วยแบบโรคไข้หวัดใหญ่ ตัวโรคไม่ได้หายไป แต่ประชาชนสามารถตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเองได้ด้วยเอทีเค (ATK) ประกอบกับประชาชนได้รับภูมิคุ้มกันแล้ว
“จากนี้ไวรัสจะปรับตัวกลายเป็นไข้หวัดใหญ่โดยปกติ อาการของโควิด-19 เริ่มลดลง ไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรก คนรู้สึกยังมีแรงออกไปข้างนอก ดังนั้น เชื้อจะออกไปพร้อมคน ทำให้เกิดการระบาดได้ง่าย ต่างกับโรคอื่นมีความรุนแรง เช่น โรคซาร์ส โรคอีโบลา ฯลฯ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาสั้น เชื้อจะถูกทำลายไปด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนป้องกันยังเป็นสิ่งสำคัญ” นพ.ธงชัยกล่าว
อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยมีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนแล้วกว่า 145.3 ล้านโดส รับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม จำนวน 57.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 82.6 ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ 53.9 ล้านคน ร้อยละ 77.6 ฉีดเข็มกระตุ้น 33.8 ล้านโดส ข้อมูลของการเกิดภาวะลองโควิด (Long Covid-19) พบว่าหากเป็นผู้ได้รับวัคซีน หรืออยู่ในกลุ่มวัยหนุ่มสาวจะเกิดลองโควิด-19 ระยะยาวน้อย อาจจะพบระยะสั้นๆ ช่วงแรกหายป่วย จากนั้นจะหายไป กรมการแพทย์ทำเครื่องมือหนึ่งอยู่ในแอพพลิเคชั่นหมอพร้อม ให้ประชาชนประเมินภาวะลองโควิด-19 เบื้องต้น ข้อมูลการสำรวจ 20,000 ราย พบอาการพบมากทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและคนวัยทำงาน มักเกิดปัญหาเรื่องการนอนหลับ แต่อาการค่อยๆ ดีขึ้น จัดอันดับ 10 อาการ พบได้บ่อยในลองโควิดคือ อ่อนเพลีย หายใจลำบาก/หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ผมร่วง เวียนศีรษะ วิตกกังวล/เครียด ความจำสั้น และเจ็บหน้าอก ทั้งหมดนี้อยู่สิทธิการรักษาสุขภาพประชาชน
“โควิด-19 สอนเราเยอะมาก ความมั่นคงทางยามีความสำคัญมาก รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ เมื่อก่อนเราผลิตเองไม่ได้ แต่ตอนนี้เราผลิตได้ วัคซีนเราก็เริ่มผลิตเองได้ ขณะที่การรักษาพยาบาล สถานพยาบาล เราพร้อมรับมือกับโรคระบาดใหม่ๆ ในอนาคต สามารถบริหารเตียงได้ แยกออกเป็นหอผู้ป่วยเฉพาะ ปัจจุบันโรงพยาบาลทุกแห่งมีห้องความดันลบแม้กระทั่งในห้องฉุกเฉิน คำถามว่าเราจะกลับมาใช้ชีวิต ถอดหน้ากาก สวมเฉพาะผู้ป่วยได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แต่สิ่งที่เห็นต่างมากที่สุดคือ เมื่อก่อนเราหนีห่างคนสวมหน้ากาก เพราะถือว่าเป็นผู้ป่วย ทำให้คนป่วยเองก็ไม่อยากจะสวม แต่ขณะนี้เรากลับหนีห่างจากคนไม่สวมหน้ากาก เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรค ฉะนั้น จากนี้การจะสวมหน้ากากหรือไม่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ยังเน้นย้ำถึงข้อดีว่า หากร่วมใจสวมหน้ากากจะป้องกันโรคต่างๆ ได้ คนป่วยก็จะไม่รู้สึกเคอะเขิน ดังนั้น หลังจากนี้การสวมหน้ากากก็จะเป็นเหมือนการช่วยเหลือสังคมไปโดยปริยาย” นพ.ธงชัยกล่าว
ขณะที่ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 สัญชาติไทยว่า วัคซีนคืบหน้าที่สุดขณะนี้คือวัคซีนเอชเอ็กซ์พี จีพีโอแวค (HXP-GPOVac) พัฒนาโดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) อยู่ในการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ระยะ 3 เพื่อใช้เป็นเข็มกระตุ้น คาดว่าการฉีดให้กลุ่มอาสาสมัคร 4,000 คน จะแล้วเสร็จเดือนมกราคม 2566 มีวัคซีนคู่เปรียบเทียบเป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวกเตอร์ (Viral vector) ที่มีฉีดในไทยคือ แอสตร้าเซนเนก้า เพื่อดูว่าผลแตกต่างกันหรือไม่ ถ้าไม่ต่างกัน แสดงว่าวัคซีน อภ.เทียบเท่ากับวัคซีนต่างประเทศ จากนั้นขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น
นอกจากนั้น ยังมีวัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากมีการเปลี่ยนบริษัทผลิตวัคซีนจากสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จึงจำเป็นต้องทดสอบซ้ำใหม่อีกครั้งว่าวัคซีนผลิตใหม่ได้ผลเหมือนกับวัคซีนผลิตจากสหรัฐอเมริกาหรือไม่ อยู่ระหว่างการศึกษาระยะที่ 1 ส่วนวัคซีนใบยาของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ขณะนี้พัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิได้ดีกว่ารุ่น 1 วัคซีนสัญชาติไทยทั้ง 3 ชนิดนี้จะใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะคนไทยได้รับวัคซีนไปจำนวนมากแล้ว แต่ดูจากความคืบหน้าของการทดสอบแต่ละชนิดแล้ว ปี 2566 ที่คืบหน้าที่สุดน่าจะพอมีลุ้นคือวัคซีนของ อภ. แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องงานวิจัย ต้องดูผลทดสอบและต้องแน่ใจว่าปลอดภัยจึงจะไปต่อได้ และทั้งหมดนี้เป็นทิศทางการรับมือ
โควิด-19 ของประเทศไทยในปี 2566 เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไทยว่าเราจะอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างยั่งยืน แม้ว่ายังไม่มีการประกาศชัยชนะของสงครามครั้งนี้ แต่เราสามารถใช้บทเรียนที่ผ่านมาเปลี่ยนสู่แผนการรับมือในอนาคตได้อย่างมั่นคง

