รพ.ราชวิถี รณรงค์ฉีด “แล็บ” สร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในกลุ่มเสี่ยง หลัง 6 เดือนผ่านมา ฉีดได้แค่ 2.6 หมื่นคน

27.12.22 | 11:06 น.

รพ.ราชวิถี รณรงค์ฉีด “แล็บ” สร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ในกลุ่มเสี่ยง หลัง 6 เดือนผ่านมา ฉีดได้แค่ 2.6 หมื่นคน ไฟเขียว ขยายการให้ใน 8 กลุ่ม “มะเร็ง-เอชไอวี-ไต” พร้อมฉีดให้กลุ่มสูงวัยกว่า 70 ปี

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่โรงพยาบาล (รพ.) ราชวิถี นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานรณรงค์การฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป Long-acting antibody (LAAB) ให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยมี นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการรพ.ราชวิถี กล่าวรายงาน เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งการได้รับวัคซีนโควิด-19 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอาการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตหากติดเชื้อ โดยมี ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ รพ.รามาธิบดี ภญ.ชิดชนนี โกศลพัฒนดุรงค์ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.ราชวิถี และผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB) ร่วมเสวนาในหัวข้อ “หยุดโควิด-19 ทำอย่างไร?”

นพ.วีรวุฒิ กล่าวว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป หรือ LAAB คือ แอนติบอดีออกฤทธิ์ยาวที่ประกอบด้วยแอนติบอดี 2 ชนิด ได้แก่ Tixagevimab และ Cilgavimab เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันโควิดในกลุ่มบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยสามารถติดต่อเข้ารับการฉีด LAAB ได้ที่สถานพยาบาล เพื่อป้องกันการป่วยหนัก ลดโอกาสเสียชีวิตแก่ประชาชน โดยการทำงานของ LAAB จะเป็นการช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ที่ตอบสนองต่อวัคซีนได้น้อยกว่าคนทั่วไป เมื่อฉีดเข้าไปแล้วร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโควิดได้ทันที ทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากในการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และอีกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ได้มีการขึ้นทะเบียนใช้ LAAB ในการรักษาผู้ป่วยโควิดกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตแล้ว

ตั้งแต่เดือน ก.ค. ถึงปัจจุบันฉีด LAAB แล้ว 2.6 หมื่นราย จากที่เตรียมไว้จำนวน 2.5 แสนโดสรองรับกลุ่มเป้าหมาย โดยช่วงระยะแรกเน้นกลุ่มผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จากนั้นได้มีการทบทวนให้ขยายใช้กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งกลุ่มที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่นมะเร็ง เอชไอวี รวมถึงผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนนานเกิน 6 เดือน ทั้งนี้ พบผลข้างเคียงน้อยมาก แต่ประสิทธิภาพพบสามารถป้องกันโควิดได้ถึง 80% ในระยะ 6 เดือน จึงต้องรณรงค์ให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามารับบริการ เพราะที่ผ่านมาอาจจะเป็นเพราะประชาชนยังไม่ค่อยทราบ จึงต้องประชาสัมพันธ์ รวมถึงต้องอาศัยแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยช่วยประชาสัมพันธ์ให้รับรู้” นพ.วีรวุฒิ กล่าว

นพ.วีรวุฒิ กล่าวว่า การครองเตียงของผู้ป่วยโควิดขณะนี้อยู่ที่ 12% คาดหลังปีใหม่อาจจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มในลักษณะการระบาดระลอกเล็ก (small wave) กรมติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง และเตรียมการรับมือทั้งเตียง ยา เวชภัณฑ์ รองรับที่เพียงพอ ยังย้ำให้ประชาชนคงยึดมาตรการ DMHTT รวมถึงหากรับวัคซีนเข็ม2-3 มานานเกิน 4 เดือนแล้วก็ขอให้ฉีดเข็มกระตุ้น

Advertisement

นพ.จินดา กล่าวว่า ตามมติที่ประชุมคณะทำงานวิชาการและบริหารจัดการ LAAB ในประเทศไทย ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 ได้กำหนดแนวทางการให้ LAAB ในประเทศไทย โดยแบ่งตามกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้ กลุ่มที่ 1 สำหรับฉีดป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ได้แก่ 1.ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 2.ผู้ป่วยโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาหรือมะเร็งอวัยวะที่กำลังได้รับการรักษา หรือเพิ่งหยุดการรักษาภายใน 6 เดือน 3.ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ได้แก่ มีซีดีสี่น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี มีประวัติเป็นโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่จำนวนซีดีสี่ไม่เพิ่มขึ้น หรือมีอาการแสดงของการติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ

นพ.จินดา กล่าวต่อว่า 4.ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต ทั้ง hemodialysis และ peritoneal dialysis 5.ผู้ที่กำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีภูมิคุ้มกันบกพร่อง 6.ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด 7.ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ที่ฉีดวัคซีนโควิดเข็มสุดท้ายเกิน 6 เดือน และ 8.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนหรือฉีดวัคซีนโควิดเข็มสุดท้ายเกิน 6 เดือน

ทั้งนี้ กลุ่มที่ 2 สำหรับฉีดเพื่อรักษา ได้แก่ ผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป และมีน้ำหนักตัวอย่างน้อย 40 กิโลกรัม โดยกรณีอื่นๆ จะพิจารณาตามความเสี่ยงและดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด คือ ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด โดยส่วนมากมีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางและสามารถหายได้เอง