จบแล้ว! พ.อ.เมากร่างขู่ลูกค้าในร้านดัง สั่งวิดพื้น-ล็อกคอสร้อยขาดกระเด็น
จากกรณีเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ โพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ว่า “ท.ทหารเมากร่าง อ่อ สังกัดกรมกองไหน ผบ.ถ้าจำได้ว่าเป็นกำลังพลในสังกัด ช่วยตรวจสอบวินัยและพฤติกรรมหน่อย
จากเหตุการณ์เมื่อคืน แพทขอเล่าโดยละเอียด เรื่องเกิดขึ้นว่า ทหารนายนี้ อยู่ๆ ก็ตะโกนมาที่โต๊ะเราและเรียกให้รุ่นน้องในโต๊ะ ต้องเดินไปหา ซึ่งพวกเรานั่งกันอยู่ 10 คน และคนในร้านอีกทั้งหมดรวมเจ้าของร้าน เห็นเหตุการณ์กันหมด ครั้ง 2 ครั้ง รุ่นน้องเราไม่เดินไปหานายทหารคนที่เรียก
2 คนนี้ไม่ได้รู้จักกันไปมากกว่าแค่รู้จักชื่อเล่น เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นคนที่มาใช้บริการ เป็นลูกค้าร้านนี้เหมือนกันประจำ พอไม่เดินไป ทหารคนนี้ก็เริ่มพูดจาเสียงดังและด่าทอ ก้าวร้าวโต๊ะของพวกเรา ใช่ค่ะพวกเราไม่พอใจมาก จึงมีการพูดจากลับไปแบบไม่ยอม ทุกคนในร้านห้าม ทหารนายนี้เพียงคนเดียว แต่ก็ไม่มีใครเอาอยู่ ถ้าดูจากคลิปนะคะ โต๊ะเรา 10 คน ไม่มีใครลุกออกจากโต๊ะไปเลยซักคน เรานั่งกันอยู่ในที่ของเรา จนทุกคนก็พาทหารคนดังกล่าวออกไปจากร้าน

เมื่อทหารนายนี้ออกจากร้านไป ได้แสดงพฤติกรรมขมขู่พวกเรา ทุกคน : จะมีคลิปขู่ฆ่าพวกเรา “ถ้ากูเห็นพวกมึงร้านนี้อีกครั้งนึง มึงตาย” ” ไอ้xxx !!! มึงยังไม่มาขอขมากูใช่มั้ย มึงก็ออกจากร้านนี้ไม่ได้ ”
และเรียกรุ่นน้องในโต๊ะให้ออกไป แต่ไม่มีใครออก นายทหารคนนี้เลยเดินเข้ามาที่โต๊ะ และกระชากคอเสื้อ กระชากโซ่แมสก์บาดคอน้อง แล้วกระชากคอเสื้อเพื่อนอีกคนทำให้สร้อยทองขาด สายตรวจที่โทรแจ้งเพิ่งเข้ามา นายทหารคนนี้เลยโทรศัพท์หาใครไม่รู้ชื่อป็อก ซึ่งอันนี้ทางเราไม่ทราบว่า แอบอ้างเป็นตำรวจหรือไม่ ให้เคลียร์ตรงนี้ 1. เคลียร์อะไรก่อน พวกเราเป็นผู้เสียหาย มีโดนทำร้ายร่างกายให้เสียทรัพย์ 2. ทั้งยังโดนข่มขู่ฆ่า ทุกคน
พวกเราไม่ยอมเลยไปแจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุดไว้ ที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ที่สุดแล้วคุณเป็นทหารจะยศใหญ่มาจากไหนคุณก็ไม่มีสิทธิมาทำแบบนี้กับพวกเราได้”

ต่อมาพันตำรวจเอกเมษนนท์ นาขวัญ ผู้กำกับการ สภ.รัตนาธิเบศร์ สั่งการให้กำลังสายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณร้านอาหาร “แซ่บเจริญ” ใต้ด่วนงามวงศ์วานตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้เสียหายคือ แพท หรือ นางสาวธัชสุภา (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี และ นายเอกไท (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ซึ่งเป็น 2 ผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุการณ์คืนเกิดเหตุ มาชี้จุด โดยเฉพาะนายเอกไท ถูกนายทหารยศพันเอกนายนี้ล็อคคอจนแมสก์ปิดปากและสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทขาดกระเด็น
แพท เล่าเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้นว่าเมื่อคืนวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมาตนและเพื่อนๆประมาณ 10 คน ได้มาเที่ยวที่ร้านอาหารดังกล่าว และได้พบกับนายทหารนายนี้มากับลูกน้อง 2 คน ระหว่างที่เดิมกินกันอยู่ในร้านจนกระทั่งร้านปิดเวลาเที่ยงคืน นายทหารรายนี้ได้สั่งให้เพื่อนของตนที่ชื่อ นนท์ มาหาแต่พวกตนเห็นว่าเขาเมามากแล้วจึงไม่ไปสักพักหนึ่งเขาจึงเดินมาที่โต๊ะของพวกตนพร้อมทั้งสั่งให้นายนนท์ วิดพื้น 20 ที แฟนของนายนนท์จึงร้องไปว่าทำแบบนี้ได้ยังไงมีสิทธิอะไรถึงมาทำแบบนี้ นายทหารคนดังกล่าวก็ยังสั่งว่ากูสั่งให้ทำอะไรมึงก็ต้องทำ เมื่อพวกตนไม่ทำเขาจึงเดินกลับไปที่โต๊ะสักพักหนึ่งเดินกลับเข้ามาใหม่แล้วพูดว่าพวกมึงไม่รู้จักกูเหรอ พวกมึงอยากตายเหรอ

แพท กล่าวต่อว่า จากนั้นนายทหารรายนี้ ได้ตรงเข้าล็อกคอนายเอกไท จนทำให้แมสก์และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาทที่ห้อยอยู่ที่คอขาดกระเด็น โดยมีลูกน้อง 2 คนพยายามดึงมือลูกพี่ให้ออกจากร้าน ส่วนเจ้าของร้านเองพยายามพูดจาให้กลุ่มของตนไปขอโทษนายทหารรายนี้ แต่พวกตนไม่ได้เป็นฝ่ายผิด จึงไม่ยินยอมหลังก่อเหตุเขาได้ขับรถออกไปจากร้านพร้อมลูกน้อง โดยอ้างชื่อบอกว่าสนิทกับรองป๊อป ซึ่งตนเองก็ไม่รู้ว่าลองป๊อปหมายถึงใคร พวกตนเองว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงได้พากันเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสภรัตนาธิเบศร์ในคืนนั้นและยืนยันว่า จะดำเนินคดีถึงที่สุดไม่รับการขอโทษหรือรับกระเช้าอย่างแน่นอน
“ส่วนร้านที่เกิดเหตุตนมาเที่ยวประจำต่อจากนี้ไปก็คงไม่กล้ามาเที่ยวที่ร้านแห่งนี้แล้ว เพราะกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย อีกทั้งยังทราบมาว่านายทหารรายนี้มีบ้านอยู่แถวร้านด้วย ยิ่งทำให้พวกตนไม่กล้ามาเที่ยวอย่างแน่นอน สำหรับนายทหารดังกล่าวทราบว่ามียศพันเอกจบเตรียมทหารรุ่น 32”

ล่าสุดวันนี้ ความคืบหน้าของคดีนี้นั้น เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 27 ธันวาคม ที่ชั้น 2 ห้อง ศปก.สภ.รัตนาธิเบศร์ พันเอกพิเศษวงศ์วริศ (ขอสงวนนามสกุล) พร้อมผู้เสียหาย และตัวแทนเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรม ได้มีการนัดเจรจาพูดคุยกัน เพื่อสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมี รองผู้กำกับหัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ เป็นคนกลางในการเจรจาพูดคุยของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายจากทางคู่กรณี เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท โดยนายทหารพันเอกพิเศษวงศ์วริศ ยินยอมชดใช้ให้ตามที่เรียกร้อง พนักงานสอบสวน จึงดำเนินการทำเรื่อง เอกสารหลักฐานพร้อมสอบปากคำทั้งสองฝ่ายต่อหน้าเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรม
ขณะที่อีกหนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยว่าเงินที่ได้รับการเยียวยาในวันนี้ตนไม่ได้เรียกร้องหรือว่าต้องการมากมายอะไรเพียงแต่อยากให้เขาออกมารับผิดชอบในส่วนของพวกตนที่เสียหายไป คดีนี้อยากฝากถึงคนที่เป็นใหญ่เป็นโต เวลาคุณจะเที่ยวสถานที่แห่งไหน ก็อยากให้ใช้สติสักนิดนึง เพราะเท่าที่ทราบ ตัวเขาเองหลังเกิดเรื่องก็ถูกทางผู้บังคับบัญชาลงโทษหลายอย่าง ทั้งทางวินัยตัดเงินเดือน วันนี้ได้มีการพูดคุยเจรจาตกลงกันตนทั้ง 6 คน ก็ไม่ติดใจดำเนินคดีแต่อย่างใด ก็ขอให้ทุกอย่างจบลงด้วยดีไม่มีปัญหาต่อกันอีกต่อไปนี้

