นายกสภาทนายความ ยื่นมือช่วยเหลือ ทนายความที่ถูกยิงบนโรงพักหลักสอง พร้อมจะประสานไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อรับเงินชดเชยในฐานะผู้เสียหายในคดีอาญา โอดอาชีพทนายความมีความเสี่ยง ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนให้ง่ายขึ้น
เมื่อเวลา 14.00 น. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายชัยวัฒน์ บุญเกื้อ นายทะเบียนสภาทนายความ และนายอนุสรณ์ ทองวิชาธร อายุ 33 ปี ทนายความนายคมสัน อินทร์ฤทธิ์ ผู้ตายที่ถูกยิง 5 นัดบน สน.หลักสอง แถลงการช่วยเหลือ นายอนุสรณ์ ทนายความที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสว่า สภาทนายความยินดีให้ความช่วยเหลือดูแลนายอนุสรณ์ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล เพราะตนคิดว่าเรื่องขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะต้องดูแลกันให้ดีที่สุด เรื่องที่เราจะต้องดำเนินการต่อไปนั้น ตอนนี้ทราบว่าอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าว และพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล เราจำเป็นต้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม เพื่อจะให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับนายอนุสรณ์ ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ดังกล่าว
นายวิเชียร นายกสภาทนายความ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลนั้น เรามีเงินกองทุนสวัสดิการทนายความที่จะให้การช่วยเหลือตามสมควร ขณะเดียวกันจะประสานไปยังกระทรวงยุติธรรม โดยจะให้นายอนุสรณ์ ผู้เสียหายไปยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งก็คือกระทรวงยุติธรรมที่มีอำนาจดูแลช่วยเหลือตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนแก่จำเลยในคดีอาญา นอกจากนี้ มองว่าการหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ปัญหาในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีกนั้น เข้าใจว่าถ้าหากจะใช้เครื่องสแกนอาวุธก่อนเข้าโรงพัก อาจจะใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่สิ่งที่สามารถทำได้ในทันทีก็คือ ห้องสอบสวนของพนักงานสอบสวนบนสถานีตำรวจ มีห้องเฉพาะ ดังนั้นการสอบสวนหรือเรียกคู่กรณีไปเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ควรจะมีมาตรการซึ่งสามารถช่วยได้เป็นด่านแรก คือ การตรวจค้นผู้ที่จะเข้าไปในห้องสอบสวน เพราะการสอบสวนหรือพูดคุยต่อหน้าพนักงานสอบสวนหรือการเจรจาไกล่เกลี่ย อาจทำให้คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดบันดาลโทสะขึ้นมาได้ และอาจจะกระทำการในลักษณะดังกล่าวขึ้นได้ จึงเป็นห่วงทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นห่วงผู้ประกอบอาชีพทนายความ ซึ่งไปทำหน้าที่โดยสุจริต ตามที่ได้รับมอบหมาย
รวมทั้งอีกอย่างหนึ่งคือมาตรการ ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสำหรับการพกพาอาวุธปืน ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่พกปืน ขณะที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพกพาอาวุธปืนแล้ว เช่น กรณีเหตุการณ์ยิงจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย ที่ จ.หนองบัวลำภู นอกจากนี้แล้วประชาชนก็มีสิทธิที่จะขอใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน ในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง ซึ่งการขออนุญาตพกพาอาวุธปืนเป็นเรื่องเฉพาะตัว จริงๆ แล้วอาชีพทนายความ ในหลายคดีมีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะทนายความที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เวลาไปทำคดีไม่ว่าคดีแพ่งหรือคดีอาญา ล้วนแต่มีภาวะเสี่ยง เพราะอยู่ในพื้นที่ล่อแหลมต่อก่อเหตุรุนแรงขึ้นได้ง่ายๆ จึงวิงวอนภาครัฐว่าควรจะพิจารณาการอนุญาตพกพาอาวุธปืน ให้กับทนายความที่มีอรรถคดี และมีความเสี่ยงในการเดินทางไปประกอบวิชาชีพด้วย
ด้านนายอนุสรณ์ ทนายความที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส กล่าวว่า เหตุการณ์ที่โรงพักในวันนั้น เพิ่งจะพบกับนายคมสัน และนายพีรสิน หรือ พี กุลชุติสิน คนขับรถขนพริก ผู้ก่อเหตุ ในวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนที่นายพีรสิน ภรรยา และทนายความ จะเข้ามาพบพนักงานสอบสวน ตนได้สอบถามพนักงานอสอบส่วนเกี่ยวกับปัญหาในคดีนี้ว่าติดขัดตรงไหนบ้าง จึงทราบว่าจากเหตุการณ์ขับรถเฉี่ยวกันบนท้องถนนนั้น ยังตกลงกันไม่ได้ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด เมื่อได้เห็นพยานหลักฐานแล้วฝ่ายตนจึงยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด จึงเปลี่ยนคำให้การจากปฏิเสธในเหตุการณ์รถเฉี่ยวชนกัน เป็นรับสารภาพ เมื่อแจ้งแก่พนักงานสอบสวนแล้วจึงทำคำให้การใหม่ และมีการแจ้งข้อกล่าวหา จากร่วมกันทำร้ายร่างกาย เป็นข้อหาทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บสาหัส ทำให้เสียทรัพย์และดูหมิ่นซึ่งหน้า หลังจากนั้นเวลาประมาณ 14.15 น. นายพีรสิน ภรรยา และทนายความ ก็เดินทางมาถึงโรงพัก พบพนักงานสอบสวนที่บริเวณชั้น 2 ของ สน.หลักสอง บรรยากาศในขณะนั้นก็ไม่ได้มีการทะเลาะใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งฝ่ายตนยินยอมที่จะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์ สินคือตัวรถยนต์ทั้งหมด ส่วนความเสียหายต่อร่างกาย พนักงานสอบสวนแจ้งว่าทางนายพีรสินและทนายความระบุยอดค่าเสียหายจำนวน 9 ล้านบาท ซึ่งตนและลูกความที่เสียชีวิต ไม่ได้พูดอะไรออกไป และพนักงานสอบสวนจึงแจ้งว่า ยอดความเสียหายที่กล่าวมาห่างกันเกินไปแบบนี้ คดีคงต้องส่งฟ้อง
จากนั้นพนักงานสอบสวนก็ได้สอบถามทางนายพีรสิน และทนายความว่า ขอดูเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับความเสียหาย ทนายความของนายพีรสินบอกว่า มีเอกสารหลักฐาน แต่ขอออกไปคุยกับนายพีรสินก่อน พร้อมกับเดินไปยังด้านนอกห้องสอบสวน เหลือแต่ภรรยา ซึ่งบอกว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นยังไม่เคยมาดูแล หรือกล่าวคำขอโทษเลย มีอะไรจะพูดไหม ทางลูกความของตน จึงบอกว่าผมขอโทษ จังหวะนั้นนายพีรสินคนยิงก็เดินเข้ามาแล้ว อยู่บริเวณทางด้านหลัง เมื่อลูกความตนกำลังก้มจะอ่านหนังสือที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม นายพีรสินก็ชักปืนออกมายิงลูกความจำนวน 5 นัด และตนถูกกระสุนเข้าที่ไหล่ซ้าย จำนวน 2 แผล ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ ตนก็ไม่คาดคิดว่าจะมีการยิงต่อหน้าพนักงานสอบสวนบนโรงพัก ซึ่งคิดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนหรือแม้แต่ทนายความ หรือพนักงานสอบสวนเอง
เมื่อถามว่าพนักงานสอบสวนได้พูดคุยหรือเจรจากับคู่กรณีเพื่อลดยอดความเสียหายจำนวน 9 ล้านบาทหรือไม่
นายอนุสรณ์กล่าวว่า การเจรจาในวันนั้น เหมือนเป็นการรับขอเสนอกันมากกว่า ทางเราก็ไม่เคยได้รู้ยอดความเสียหายของฝ่ายตรงข้ามเลย สำหรับยอดความเสียหายจำนวน 9 ล้านบาท ทางพนักงานสอบสวนก็บอกว่าขอเอกสารความเสียหายก่อน ซึ่งเรายังไม่เห็นเอกสารความเสียหายในวันนี้ การที่จะไปต่อรองในตอนนั้น ตนก็คิดว่ายังไม่สมควร จึงยังไม่ได้มีการเจรจาต่อรองอะไร รวมทั้งเพิ่งมาเจอกันครั้งแรก ยังมีโอกาสหรือเวลาที่จะพบกันอีก อีทั้งตนก็ได้ถามพนักงานสวนว่าถ้าเจรจาค่าเสียหายกันลงตัวแล้ว จะยังดำเนินคดีส่งฟ้องหรือไม่ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนก็ยืนยันว่าจะต้องส่งฟ้องคดีอาญาตามกฎหมาย

