เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 31 ธันวาคม นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมผู้ปกครองน้องจูเนียร์ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ภูวเดช วณิชโยบล สารวัตร (สอบสวน) สน.คันนายาว เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายลูกสาวชกใบหน้าจนเส้นเลือดในตาแตก
นางปวีณา อายุ 41 แม่น้องจูเนียร์ ผู้เสียหาย เล่าว่า เหตุการเกิดขึ้นบริเวณตึก 11 เอื้ออาทรออเงิน ซึ่งเป็นที่พัก โดยช่วง 5 ทุ่ม ของวันที่ 30 ธันวาคม ลูกสาวมาขอลงไปหาคนชื่อหมิง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่เคยทำงานขายนมตามสี่แยก เพราเขาจะมาคุยเรื่องจะพาไปทำงานเป็นผู้ช่วยหมอในคลินิก ตอนนั้นตนไม่ได้คิดอะไรเพราะเห็นว่าเป็นผู้หญิงและเคยทำงานด้วยกันเลยยอมให้ลงไป
พอลูกลงไปก็เห็นว่าไม่ได้เจอกับคนชื่อหมิง แต่กลับเจอกับผู้ชายชื่อแซน ซึ่งเป็นแฟนกับหมิง จากนั้นนายแซนได้เข้ามาทำร้ายลูกสาว แล้วมีการพาไปหลังตึกแล้วทำร้ายร่างกาย บีบคอ และถอดกางเกงลูกสาวออกจากนั้นใช้มือล้วงเข้าไปในกางเกงทำอนาจาร ตอนนั้นลูกสาวมีการขัดขืนผู้ก่อเหตุก็ยังไม่หยุด มีการข่มขู่ว่าจะพาไปบริษัทใต้ดิน ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นศัพท์ที่วัยรุ่นพูดหมายถึง พาไปฆ่าหมกดิน ทำให้ลูกสาวต้องยอมขึ้นรถจักรยานยนต์ไปด้วย โดยให้ลูกสาวนั่งหน้าแล้วผู้ก่อเหตุนั่งประกบหลังก่อนจะขับรถออกไปเพื่อพาไปที่อื่น และยังบอกว่าถ้าใครถามให้บอกว่าเป็นแฟน มีเรื่องทะเลาะกันนิดหน่อยไม่มีอะไร
ลูกสาวบอกว่าตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าจะหนียังไงจึงบังคับแฮนรถให้ล้มจากนั้นได้วิ่งให้คนรู้จักกันมาช่วย ตอนนั้นคนก่อเหตุยังบอกคนแถวนั้นว่าเป็นแฟนลูกสาวอยู่เลย หลักเกิดเหตุได้แจ้งตำรวจ สน.คันนายาวมาพาตัวผู้ก่อเหตุไปที่ สน.
ที่ผ่านมาลูกสาวรู้จักกับ หมิง และแซน ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนตอนทำงานขายนม ที่แยกจตุโชติ แซนเอามือถือมาให้ลูกสาวใช้ แล้วเสนอขายให้ 800 บาท เพื่อสะดวกในการทำงานเพร่ะตอนนั้นมือถือลูกสาวพังพอดี และผ่อนไปแล้ว 300 บาท ตอนนั้นมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับขายของที่แยก ทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ จนทั้ง 2 คน ต้องออกจากงานไปก่อน ซึ่งที่ผ่านมาก็คุยกันเรื่องที่ค้างค่ามือถืออีก 500 ตามปกติ ซึ่งลูกสาวยังบอกว่าจะคืนให้แต่ขอให้ได้งานก่อน จนมาเกิดเรื่อง
ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะสิ่งที่ทำมันเกินไปเงินแค่ 500 บาท ทำไม่ไม่มาคุยกันดีๆ ถ้ามาบอกก็จะยอมจ่ายให้
นายเอกภพกล่าวว่า หลังพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ทางผู้ก่อเหตุก็ได้เดินทางเข้าพบตำรวจแล้ว จากการที่ได้พูดคุยที่แรกให้การปฏิเสธ แต่พอให้ดูคลิปแล้ว ก็ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงยอมรับว่าแอบเอามือถือแฟนมาส่งข้อความหลอกให้ผู้เสียหายออกมา เพราะถ้าตนทักไปคงไม่ยอมออกมาแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการทำร้ายร่างกายหรือการล่วงละเมิดก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย จากนี้จะต้องพาน้องผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่ รพ.ภูมิพลฯ และหากพบว่ามีการข่มขู่หรือกระทำการใดให้ผู้เสียหายหวาดกลัวก็จะต้องพาไปเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานที่กระทรวงยุติธรรมต่อไป
ด้านนายเอกชัย พ่อผู้ก่อเหตุ ตอนแรกไม่ทราบเรื่อง แต่มาทราบเรื่องจากคุณแม่ของลูกชายที่โทรบอกว่ามีเรื่องกันที่เคหะคลอง 1 เมื่อไปถึงก็เห็นลูกถูกทำร้ายเหมือนกันแต่ก็ไม่ทราบต้นเหตุเกิดจากอะไร จากนั้นก็มาดำเนินการต่อที่สถานีตำรวจ ตำรวจก็ได้มีการสอบสวน แต่ทางลูกชายของตนและคู่กรณีเป็นเยาวชนทั้งคู่ จึงได้มีการออกใบส่งตัวเพื่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
ซึ่งเรื่องเริ่มต้นจากการที่ลูกชายของตนเองต้องการไปทวงเงินจากคู่กรณีที่ติดค้างหนี้สินกันอยู่ ด้วยความโมโหเมื่อไปถึงจึงมีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งตอนแรกตนเองยังไม่ทราบ แต่ภายหลังก็รู้ว่าลูกของตนผิดจริง ซึ่งปกติลูกชายไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน แต่อาจจะเพราะด้วยความที่เป็นวัยรุ่น บางครั้งอาจจะมีการสื่อสารที่ไม่ดีกัน แต่ตนก็ไม่ทราบสาเหตุ
ส่วนการเลิกล่วงละเมิดทางเพศตนก็ยังไม่ทราบเดี๋ยวจะต้องไปสอบถามอีกครั้ง สอบถามเบื้องต้นลูกชายตอบว่าจำไม่ได้ ถ้าลูกเราผิดก็ต้องยอมรับผิด ซึ่งตอนนี้ลูกของตนรู้สึกเสียใจและเครียดกับสิ่งที่ทำลงไป
อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยกับผู้ปกครองของคู่กรณี ตนยินดีที่จะช่วยเหลือและปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่าง และต้องขอโทษที่ลูกของตนทำไปเกินกว่าเหตุ

