ปลัดสธ. ยัน ไทยมีระบบติดตามสถานการณ์โควิด-19 หลังอ้าแขนรับ นทท.ทุกชาติ ลั่น อย่าคิดแบบ 4 ปีที่แล้ว

5.01.23 | 14:18 น.

ปลัดสธ. เผยที่ประชุมวันนี้ เห็นตรงกัน พร้อมรับ นทท. ทุกชาติ ไม่เลือกปฏิบัติ ย้ำ ปท.ไหนขอผลตรวจ RT-PCR ก่อนกลับ จำเป็นต้องทำประกัน รองรับกรณีติดเชื้อ แล้วต้องรักษาในไทย

เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมรองรับนักท่องเที่ยว ว่า วันนี้มีการกระทรวงร่วมกันระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม และ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือถึงนโยบายรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่พิจารณาโดยไม่ได้เจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่ง ยึดตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ และกฎหมายในประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการวิชาการ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อแห่งชาติ ที่มี ศ.เกียรติคุณ นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร เป็นประธานฯ ให้คำยืนยันว่า มาตรการต่างๆ ยึดตามข้อมูลการแพทย์ที่เรามีจริง ซึ่งเข้าใจว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมาจากโซเชียล ผู้ที่ออกความเห็นก็มีความหวังดี แต่เป็นข้อมูลจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งความจริงและไม่จริง ประกอบกับความเห็นส่วนตัว จึงเกิดเป็นข้อกังวลให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การประชุมวันนี้เห็นตรงกันว่า 1.มาตรการต่างๆ จะยึดหลักของประเทศไทย ยึดความปลอดภัยของผู้เดินทางและคนในประเทศ 2.การระบาดก็ดูจากเชื้อโรค ซึ่งจะเห็นว่าโอมิครอน ไม่ได้เปลี่ยนสายพันธุ์มาเกือบปีแล้ว ขณะที่ ภูมิคุ้มกันของคนไทยและทั่วโลกที่มีต่อเชื้อก็ค่อนข้างสูง 3.ไทยมีระบบจัดการของสาธารณสุข ทั้งการเฝ้าระวัง เวชภัณฑ์รักษา และ 4.การประเมินมาตรฐานของไทย คือนักท่องเที่ยวจะต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้ว ซึ่งตรงกับมาตรการขององค์การอนามัยโลก (WHO)

“ส่วนประเทศใดที่มีมาตรการเพิ่มเติม กำหนดว่า ก่อนเดินทางเข้าประเทศต้องมีผลตรวจ RT-PCR ก่อน เราก็ยินดี แต่หากตรวจแล้วพบเป็นผลบวกขึ้นมา ก็จะต้องเข้าระบบการรักษามีค่าใช้จ่าย ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบกับค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางและงบประมาณประเทศไทย เราก็จะกำหนดให้มีการทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาโควิด ซึ่งตรงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดรายละเอียดไว้อยู่ แต่ประเทศอื่นๆ ที่ไม่ต้อง RT-PCR ก่อนกลับประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อประกัน โดยทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับค่าเหยียบแผ่นดินของกระทรวงท่องเที่ยวฯ” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวว่า สำหรับคนในประเทศเราก็ขอให้มารับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อยคนละ 4 เข็ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รับครบ 4 เข็มแล้วจะไม่ต้องระวัง หากที่ใดมีความเสี่ยงก็ขอให้สวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดการติดเชื้อ ส่วนสถานประกอบการในจังหวัดท่องเที่ยวก็ขอให้เข้มงวดมาตรการ SHA Plus และให้พนักงานทุกคนมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการเก็บตัวอย่างจากน้ำใช้บนเครื่องบิน นพ.โอภาส กล่าวว่า ในที่ประชุมฯ ไม่ได้หารือเรื่องนี้ แต่ต้องเรียนว่า การตรวจ RT-PCR มีความไวต่อโมเลกุลของไวรัสมาก แม้จะเป็นซากเชื้อก็ตรวจเจอ และด้วยไวรัสมีอยู่ทั่วโลก ดังนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะได้ประโยชน์แต่น้อย เพราะการตรวจพบก็ยังไม่สามารถบ่งชี้อะไรได้มาก ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมโรค จะสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำใช้ในเที่ยวบิน ที่ไม่ใช่เฉพาะลำใดลำหนึ่ง แต่ก็จะสุ่มตรวจทั้งเที่ยวบินจากตะวันตก ตะวันออก เป็นต้น

เมื่อถามถึงข้อกังวลสาเหตุที่ไม่ตรวจ RT-PCR นักท่องเที่ยวจีนซ้ำอีกครั้งเมื่อมาถึงไทย และอาจเกิดการตีตราชาวจีน นพ.โอภาส กล่าวว่า ต้องเรียนว่าเชื้อมีทั่วโลก พิสูจน์ยากว่าเชื้อเกิดก่อนหรือมาถึงในไทย และสายพันธุ์ที่พบในจีน คือ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.5 ก็พบในไทยมาแล้ว ซึ่งย้ำว่ามาตรการที่ไทยปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวก็จะเหมือนกันทั่วโลก โดยไม่เลือกปฏิบัติ

Advertisement

“เหตุการณ์โควิด ปีนี้ปีที่ 4 แล้ว เราจะไปคิดแบบ 4 ปีที่แล้วไม่ได้ สายพันธุ์ตอนนี้ก็อ่อนลงเยอะ อย่าไปคิดแบบเดิม 4 ปีที่แล้ว ให้ดูข้อมูลหลักฐานที่มี อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายก็เห็นตรงกันว่า ไม่ได้มีความน่ากังวลมากนัก ทั้งแง่ของสายพันธุ์ แง่ของภูมิคุ้มกัน และแง่ของวัคซีนทั่วโลกที่ครอบคลุมกว่า 80% และขอให้มั่นใจว่า สธ. ไม่ได้ประมาท เราเตรียมพร้อม มาตรการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง และมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะ” นพ.โอภาส กล่าว

เมื่อถามถึงประเด็นการฉีดวัคซีนให้กับนักท่องเที่ยว นพ.โอภาส กล่าวว่า ไทยมีวัคซีนเพียงพอ และหากนักท่องเที่ยวจะฉีด เราก็ยินดี เพราะไทยเรามีนโยบายเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) เราก็มีให้ได้ แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย ส่วนจะฉีดแอสตร้าเซเนก้า หรือไฟเซอร์ หรือชนิดใดก็เป็นเรื่องสมัครใจของนักท่องเที่ยว แต่มีค่าบริการอยู่ในรูปแบบเมดิคัล ฮับ ส่วนคนไทยขอให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น 4 เดือนแล้วให้มาฉีดกระตุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608