เจาะดีเทล ‘เรือไฟฟ้าคลองผดุงฯ’ ผลงานยุคผู้ว่าฯอัศวิน สู่มือชัชชาติ ‘ไปต่อ หรือพอก่อน’ เมื่อไม่คุ้มลงทุน ?

5.01.23 | 17:07 น.

เจาะดีเทล ‘เรือไฟฟ้าคลองผดุงฯ’ ผลงานยุคผู้ว่าฯ อัศวิน สู่มือชัชชาติ ‘ไปต่อ หรือพอก่อน’ เมื่อเส้นทางสีเขียวสายแรก ไม่คุ้มทุน

27 พฤศจิกายน 2563 คือวัน ‘ดีเดย์’ เริ่มเดินเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle EV) ล่องคลองผดุงกรุงเกษม ให้ประชาชนคนกรุงฯ ได้ใช้บริการสัญจรทางน้ำฟรีในเขตพระนครเป็นวันแรก ตามนโยบายภายใต้อดีตผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ไม่แน่ชัดว่าทำเพื่อเอาใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือมุ่งมั่นตั้งใจทำให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ตามนโยบาย ‘ล้อ ราง เรือ’ แต่อย่างน้อยตลอดการเปิดใช้งานช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นข้อกลางเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะให้กับประชาชนที่สัญจรในย่านนั้นได้จำนวนหนึ่ง

ซึ่งในมุมของผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คิดต่างออกไป เพราะคำนวณแล้วไม่คุ้มลงทุน ผู้บริหาร กทม. นำโดยผู้ว่าฯ คนที่ 17 จึงเห็นว่าควรเปลี่ยนงบส่วนนี้ให้เป็นขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นจะตอบโจทย์กว่า

ถ้ามองในมุมเศรษฐศาสตร์ เมื่อ ‘ไม่มีความเป็นได้เชิงธุรกิจ’ เรือฟรีที่แทบไม่มีคนนั่ง ควรต้องยกเลิกสถานเดียวหรือไม่ ?

นำมาซึ่งข้อวิพากษ์ทั้งเห็นแย้งเห็นต่าง หรือเรือคลองผดุงฯ จะหยุดวิ่งแล้วถาวร ?

3 มกราคมที่ผ่านมา หลังจบการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ครั้งที่ 1/2566 นายชัชชาติ พูดถึงประเด็นการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม ว่าต้องดูตัวเลขให้ดี พร้อมคลี่ค่าใช้จ่ายช่วงที่ผ่านมาซึ่งเชื่อว่าประชาชนคงไม่รู้แน่ๆ หยิบมาคิดในเชิงคณิตศาสตร์ เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม บวกเหตุผลเข้าไป สรุปแล้วคุ้มทุนจริงเปล่า ?

Advertisement

“เดือนละเท่าไหร่รู้หรือไม่ 2.4 ล้านบาท ไม่รวมค่าเรือ ลำละ 5 ล้าน ซึ่ง กทม.เป็นผู้ซื้อ-ผู้ใช้ เฉลี่ยเดือนละ 14,000 คน ฉะนั้น 1 คน 171 บาท ต่อ 1 เที่ยว

“ไม่ใช่ว่าทำต่อๆ กันมาแล้วใช้ไม่กี่คน สรุปแล้วเสียเงินโดยไม่จำเป็น”

“ความจริงเป็นเส้นทางที่ไม่ได้ผ่านชุมชนมาก ต้องเรียนว่า การทำต้องดูเรื่องความคุ้มทุนด้วย เพราะว่าเป็นเงินภาษีพี่น้องประชาชน” ผู้ว่าฯ ชัชชาติย้ำ

นำมาซึ่งการทบทวนรูปแบบครั้งใหญ่ ในจำนวนงบฯเท่ากันนี้ จะปรับอย่างไรให้คุ้มทุนและตอบโจทย์การเดินทาง

“เราคงไม่ได้ทำต่อเพราะว่าเป็นเรื่องการเดินเรือประหยัดพลังงาน คงต้องตอบโจทย์จริงๆ” นายชัชชาติกล่าว

‘มติชน’ ชวนย้อนที่มา ก่อนจะมีเรือไฟฟ้าคลองผดุงฯ ความภาคภูมิใจของรัฐบาลลุงตู่ จนถึงวันที่ต้องทวบทวนว่า จะไปต่อหรือพอแค่นี้

ตัดภาพกลับไป 23 พฤศจิกายน 2563 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 16 ลงพื้นที่ทดสอบเดินเรือไฟฟ้า 7 ลำ ที่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง ตามสัญญาโครงการพัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม พร้อมเอ่ยปากว่า กทม.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะทำทั้งรถโดยสารประจำทาง (ล้อ) รถไฟฟ้า (ราง) และทางน้ำ (เรือ)

เป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ กทม. แบบพอดิบพอดี มุ่งให้ความสำคัญกับการเดินทางด้วยเรือในคลองต่างๆ ด้วยระบบที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งความจริงเริ่มให้บริการมาตั้งแต่ตุลาคม 2561 วันละ 14 เที่ยว เป็นเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ เรือดีเซล 1 ลำ รวม 2 ลำ จากนั้น กทม.ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคมฯ ซึ่งเป็นวิสาหกิจของ กทม. พัฒนาระบบการเดินเรือในคลองผดุงฯ จัดหาเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า ( Electric Vehicle : EV) พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ จำนวน 8 ลำ

หลังจากทดลอง ต่อมา เคทีได้เพิ่มเรือไฟฟ้าอีก 7 ลำ นำมาทดสอบ ก่อนเปิดให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด ชูว่า โครงการนี้ ถือเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสายแรกของประเทศ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

“เพราะเรือทุกลำใช้พลังงานสะอาด ปลอดจากมลพิษทั้งเสียง ฝุ่น ควัน ส่งเสริมการรักษาสภาพแวดล้อมของเมืองในเส้นทางคลองสายประวัติศาสตร์ และยังส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำเรือ ผู้โดยสารและชุมชนที่อยู่อาศัยโดยรอบเส้นทางให้บริการ อีกด้วย” ผู้ว่าฯ อัศวินให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิ ในวันทดลองเรือ

พร้อมเผยถึงคุณสมบัติเรือที่ต่อใหม่ทั้ง 7 ลำ นี้ ว่าเป็นเรือโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ทุกลำ หลังคาของเรือมีแผงโซลาร์เซลล์ 12 แผง ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อส่องสว่างภายในเรือ และยังเป็นพลังงานสำรองในการขับเคลื่อนเรือ มีระบบจีพีเอส ติดตามตำแหน่งเรือ โดยมีศูนย์ควบคุมที่คอยติดตามตรวจสอบตลอด เรือไฟฟ้าคลองผดุงกรุงเกษมสามารถกลับลำได้ 360 องศา เพื่อลดปัญหาการกลับลำเรือในคลอง

นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติที่ออกแบบที่นั่งและทางเดินในเรือให้สะดวกสบายขึ้น มีลายกันลื่นตลอดพื้นเรือเพื่อความปลอดภัย รวมถึงปรับขนาดให้เหมาะสมกับการเดินทางในคลองผดุงฯ ที่มีสะพานหลายจุดค่อนข้างต่ำ เรือมีความยาว 9.90 เมตร กว้าง 2.98 เมตร น้ำหนัก 5.98 ตัน เครื่องยนต์ขนาด 10 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่องยนต์ เทียบเท่าเครื่องยนต์ 20 แรงม้า และแบตเตอรี Li-on NMC ขนาดรวม 42 กิโลวัตต์ มีมาตรฐานป้องกันฝุ่นและน้ำ IP67 ทั้งตัวเครื่องยนต์และแบตเตอรี สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (กม./ชม.) เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ความเร็วสูงสุด 15 กม./ชม. ซึ่งชาร์จแบตเตอรีเต็ม 1 ครั้ง ให้บริการได้นาน 4 ชั่วโมง สามารถรองรับผู้โดยสาร 30 ที่นั่ง และยังจัดพื้นที่รองรับผู้โดยสารที่ใช้วีลแชร์ได้ 1 คัน อันเป็นการส่งเสริม “การเดินทางที่ทั่วถึงเท่าเทียมเพื่อคนทั้งมวล”

จาก 11 ท่าเรือคลองผดุงกรุงเกษม สู่การเชื่อมต่อขนส่งมวลชน ‘ล้อ ราง เรือ’ โดย 11 ท่าเรือที่เปิดให้บริการ ได้แก่ ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง ท่าเรือหัวลำโพง ท่าเรือนพวงศ์ ท่าเรือยศเส ท่าเรือกระทรวงพลังงาน ท่าเรือแยกหลานหลวง ท่าเรือนครสวรรค์ ท่าเรือราชดำเนินนอก ท่าเรือประชาธิปไตย ท่าเรือเทเวศร์ ท่าเรือตลาดเทวราช ครอบคลุม 4 พื้นที่เขต ได้แก่ เขตพระนคร เขตดุสิต เขตป้อมปราบศัตรูข่าย และเขตปทุมวัน โดยตั้งใจให้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสายแรกของประเทศ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ตลอดเส้นทางใช้เวลาเดินทาง 20 นาที เชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถึง 4 จุด ได้แก่

จุดที่ 1 เชื่อมต่อเรือด่วนเจ้าพระยาที่ท่าเรือตลาดเทวราช
จุดที่ 2 เชื่อมต่อเรือแสนแสบที่ท่าเรือกระทรวงพลังงาน
จุดที่ 3 เชื่อมต่อรถไฟฟ้าชานเมืองที่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง
จุดที่ 4 เชื่อมต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่ท่าเรือสถานีรถไฟหัวลำโพง

ซึ่ง กทม.ในยุค ผู้ว่าฯ อัศวิน ได้ มอบหมายให้ สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ว่าจ้าง บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที เป็นผู้เดินเรือและดูแลระบบการบริหารจัดการ ร่วมกับกรมเจ้าท่า ในการฝึกอบรมบุคลากรประจำเรือให้พร้อมทุกด้าน เพื่อความปลอดภัย ให้บริการฟรีทุกวันเป็นระยะเวลา 6 เดือน จากนั้น 1 พ.ค.2564 เริ่มจัดเก็บค่าโดยสารในอัตราไม่เกิน 10 บาท ตลอดสาย

วันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น. วันละ 39 เที่ยว 15 นาทีต่อลำ

วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.00-19.00 น. วันละ 23 ประมาณ 30 นาทีต่อลำ

มานิต เตชอภิโชค

นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ในเวลานั้น ให้สัมภาษณ์เมื่อ 29 มิ.ย.63 ว่า เรือที่นำมาให้บริการจะใช้พลังงานไฟฟ้าได้ทั้ง 2 แหล่ง คือ จากการชาร์จไฟที่สถานีชาร์จ และใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา ถือเป็น เส้นทางขนส่งมวลชนสีเขียว รองรับการเดินทางต่อเชื่อมระบบขนส่งมวลชน นอกจากนี้ นายมานิตเผยด้วยว่า กทม.ยังมีแนวทางพัฒนา ‘ท่าเรืออัจฉริยะ’ ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาท่าเรือ ให้สว่างตลอด 24 ชั่วโมง มีป้ายดิจิทัล ระบบการให้ข้อมูลการเดินทางที่ทันสมัย และจะพัฒนาให้เส้นทางเรือคลองผดุงฯ เป็นจุดการเชื่อมต่อการเดินทางที่หลากหลาย เช่น จักรยานสาธารณะ และจัดให้มีจุดชาร์จจักรยานไฟฟ้า

จากการทดลองให้บริการเรือไฟฟ้า นายมานิต เผย พบว่ามีข้อดีทั้งในเรื่องลดผลกระทบทางด้านเสียงและควัน มลพิษในอากาศ และที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าพลังงานเชื้อเพลิงได้อย่างมาก โดยมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ใน 4 ของต้นทุนการเดินเรือด้วยน้ำมันดีเซล แต่ทั้งนี้เรือไฟฟ้าจะมีค่าใช้จ่ายสูงในช่วงเริ่มต้นโครงการเนื่องจากค่าแบตเตอรีเรือมีราคาสูง แต่แนวโน้มในอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการคมนาคมขนส่งจะส่งผลให้ค่าแบตเตอรีในระยะยาวมีราคาถูกลง ดังนั้นในภาพรวมแล้วเรือไฟฟ้ามีข้อดีมากกว่าข้อด้อย เมื่อเทียบกับการใช้เรือที่ใช้น้ำมัน

ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่ในมุม กทม.ภายใต้ พล.ต.อ.อัศวิน เห็นว่าประสบความสำเร็จในการดำเนินการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ปรับภูมิทัศน์ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบการเดินเรือ พัฒนาให้เป็นเส้นทางสีเขียว เส้นทางคมนาคมขนส่งสายแรกของไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

วิศณุ ทรัพย์สมพล

ตัดกลับมาที่ กทม. ชุดปัจจุบันก่อนถึงวันตัดสินใจใหม่

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังลังเลว่า จะย้ายเรือไปตรงอื่นที่เชื่อมต่อการเดินทางในจุดที่คนใช้เยอะ ดีกว่าไหม จะเปลี่ยนใหม่/อยู่ที่เดิมหาทางกระตุ้นให้คนมาใช้ หรือเปลี่ยนไปเป็นเรือท่องเที่ยวแทน แต่ช่วงที่ผ่านมานักท่องเที่ยวก็น้อยลง ? ดูท่าทีตอนนี้ผู้ว่าฯ ไม่อยากเดินต่อ แม้งบประมาณจะมีอยู่ แต่ด้วยยอดผู้โดยสารหมื่นกว่าคน ‘ต่อเดือน’ ไม่ใช่ต่อวัน จึงเป็นข้อคาใจที่ยังคิดไม่ตก

สิ้นเสียงคำให้สัมภาษณ์ ของนายชัชชาติ วันต่อมา 4 มกราคม รองผู้ว่าฯ วิศณุ ทรัพย์สมพล รุ่นน้องชัชชาติ อดีตรองอธิการบดี และอาจารย์คณะวิศวะ จุฬาฯ ในฐานะที่ดูแลด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาเมืองด้านการโยธาและการระบายน้ำ ตั้งโต๊ะแถลงแต่เช้าตรู่ ถึงเรื่องนี้ ชี้ว่า ขนาดฟรียังมีคนขึ้นแค่วันละ 400 คน ยืนยันว่ายังไม่ได้ยกเลิกการเดินเรือคลองผดุงฯ แต่ตอนนี้ขอทบทวนก่อน ยังไม่รวมอีกปัจจัยที่ต้องคิด คือเรือใช้มา 3 ปีแล้ว แบตเตอรี่ค่อนข้างเสื่อม วิ่งไม่นานก็ต้องชาร์จ

เบื้องต้นคิดมาแล้วมี 3 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 คือ ฟีดเดอร์รูปแบบอื่น ว่าเทียบแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งต้องดูความเป็นไปได้ ดูเส้นทาง ดูพฤติกรรมคน

ทางเลือกที่ 2 คือถ้าเอกชนสนใจ จะเปิดให้มาเดินเรือในคลองผดุงฯ แทนเนื่องจาก กทม. ก็ส่งเสริมเส้นทางการท่องเที่ยว

ทางเลือกที่ 3 คือ กลับเป็นรูปแบบเดิม แต่ต้องปรับรูปแบบการเดินเรือ เช่น ลดจำนวนเรือ จำนวนรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษม เป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2563 ซึ่งสัญญาแรกสิ้นสุด เมื่อกันยายน 2565 โดยรองผู้ว่าฯ วิศณุเผยว่า ที่ผ่านมาใช้วงเงินงบฯ 106 ล้านบาท เดินเรือไฟฟ้าทั้งหมด 8 ลำ บนท่าเรือ 11 ท่า ซึ่งประเด็นคือ กทม.หยุดบริการไปตั้งแต่สิงหาคม-กันยายน 65 เนื่องจากมีการพร่องน้ำในคลองผดุงฯ เพื่อรองรับเรื่องฝนและน้ำท่วม ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เดินเรือต่อ เพราะยากให้เห็นข้อมูลต่อไปนี้

“จำนวนผู้โดยสาร ตั้งแต่เปิดมากลางปี 2563 ไม่เกิน 5,000 คน ปลายปี 2562 สูงขึ้นหน่อย เพราะมีการจัดงานคลองผดุงฯ 20,000 คนต่อเดือน แต่จากนั้นช่วงโควิดก็กลับลดลงมา หลังโควิดคลี่คลายในปี 2565 ผู้โดยสารคงที่ 400-500 คน/ วัน คิดเป็นเดือนละประมาณ 14,000 คน ค่าจ้างเดือนละ 2.4 ล้านบาท เมื่อหารดูแล้วก็ตก 171 บาทต่อคน ยังไม่รวมค่าซ่อมบำรุง จึงควรปรับปรุงรูปแบบบริการให้สอดคล้องกับอุปสงค์” นายวิศณุกล่าว

“ขนาดให้ขึ้นฟรียังมีคนใช้แค่ 400 คนต่อวัน นำ 2.4 ล้าน หาร 30 เราต้องเสียค่าใช้จ่ายวันละ 80,000 บาท วันนี้คนโดยสาร 400 คน เก็บคนละ 10 บาท ได้ 4,000 บาท อย่างไรก็ไม่มีทางคุ้ม ต้องจัดหารูปแบบการให้บริการที่พอเป็นไปได้ กทม.ก็คงสนับสนุนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสนับสนุนอย่างไรให้คุ้มค่าเงินที่ลงไป” นายวิศณุกล่าว

ก่อนประกาศเตรียม “ประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างเดินเรือ” ช่วงเดือนเมษายนนี้

ความเห็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับลักษณะการใช้บริการ วิษณุเผยว่า ช่วงเช้า 180 คน ช่วงเย็น 220 คน โดยประมาณ มีช่วงพีค 06.30-08.00 น. เวลาเข้าทำงานและเลิกงาน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ใช้รถบัสก็อาจถูกกว่า หรือเปลี่ยนเป็นเหมือนแท็กซี่ ที่เรียกตามอุปสงค์ แทนที่จะวิ่งเรือเปล่าให้สูญเสียพลังงานและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย โดยหลังจากนี้ไปจนถึงเมษายน กทม.อาจจะยังจ้างชั่วคราว โดยแบ่งงานส่วนหนึ่ง จากที่เตรียมไว้ 140 ล้านบาท 5 ปี มาจ้าง เพื่อช่วยคนเดินทางเส้นนี้เป็นประจำ และภายในเดือนมกราคมนี้ จะชัดเจนเรื่องแนวทางการเปิดประมูลเดินเรือ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)

ส่องมุมมองของประชาชน มีทั้งเห็นด้วยเห็นต่าง

โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์ Wissarut Srirungruang บอกว่า

“เอาตรงๆ เรือคลองผดุงกรุงเกษม เดินทางบางช่วง ช้ากว่ารถเมล์สาย 53 เสียอีก แถมราคาถูกแค่ 8 บาท ต่อให้ใช้รถเมล์ใหม่ก็ 15-20 บาท มันไม่คุ้ม”

บางรายให้ความเห็นชวนคิด

“ก็ที่คนเก่าอนุมัติไว้มันไม่คุ้มจริงๆ อ่ะ ระยะแค่ 5 กิโลจากหัวลำโพงไปตลาดเทวราช ใกล้ รฟฟ.กี่จุด ใช้เวลารอ 15 นาทีต่อลำ เชื่อมขนส่งอื่นๆ ได้จริงหรอ ถ้าอยู่หัวลำโพงจะไปบางกะปิ จะนั่งเรือคลองผดุงไปลงโบ๊เบ๊แล้วต่อเรือคลองแสนแสบ หรือเดินจากหัวลำโพงไปขึ้นเรือคลองแสนแสบเลย”

ความเห็นที่ยังไม่อยากให้ยกเลิก อาทิ “ส่วนตัวว่าน่าเสียดาย คือเรือมันดีมาก แต่มันก็มีประเด็นแบบในข่าวจริงๆ คือเส้นทางที่มันวิ่งมันเป็นโซน แบบคนไม่คึกคัก จริงๆ มีรถเมล์ที่สามารถวิ่งทดแทนได้เหมือนกัน แต่เรืออันนี้มันช่วยเชื่อมระหว่างท่าเรือกับ mrt ได้ สะดวกมากสำหรับคนอยู่แถวๆ ท่าเรือ”

“แต่ก่อนผมนั่งเรือคลองผดุงไปทำงานแทบทุกวันอะ นี่ว่ามันสะดวกแล้วก็ไม่ร้อน พอยกเลิกไปก็แอบเสียดาย”

“ถูกเผง ถ้าเรือคลองผดุง เชื่อมเรือคลองแสนแสบแบบไม่ต้องเดินเยอะ มันตอบโจทย์หลายเรื่อง เอาจริง เรือคลองแสนแสบควรตัดจบที่โบ้เบ๊ เพราะเป็นเรือดีเซล มีมลพิษ ใช้เรือกทม. ที่แหละเดินสองสาย ปรับท่าโบ๊เบ้ใหม่ให้เชื่อมกันหมด หัวลำโพง-เทเวศร์ โบ๊เบ้-ผ่านฟ้า-บางลำภู”

ด้าน ผู้ใช้ทวิตเตอร์ สลิ่มไทย ไม่ใส่ดัดจริต เห็นว่า “ผลงานของชัชชาติคือการไม่สานต่องานของอัศวิน คลองโอ่งอ่างคือปล่อยทิ้งร้าง ส่วนเรือด่วนคลองผดุงกรุงเกษม คงจะหยุดวิ่งเป็นการถาวรแล้ว เชื่อแล้วว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้งที่ได้ทำการศึกษามานั้น เขาได้ศึกษาแล้วว่าอัศวินได้ทำอะไรไว้ เพื่อจะมาไล่ทำลายให้หมด”

อีกหนึ่งความเห็นมุมกลับ

“เรือคลองผดุง คนขึ้นประจำกี่คน รายได้คุ้มมั้ย
คลองโอ่งอ่างนอกจาก ส-อา คนเดินกี่คน คุ้มไหมที่จะอุ้ม
กรุงเทพมันมีที่รอพัฒนาอีกเยอะ ไม่ใช่มีแค่ตรงนี้
คนเป็นผู้นำต้องมองภาพรวม ทั้งเมือง
สลิ่มหลายคนไม่ชอบเพราะเขาไม่ต่อสิ่งที่อัศวินทำไว้ ก็แค่นั้น”

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นจากเพจ BKKTrains สื่ออิสระที่สื่อสารเกี่ยวกับประเด็นรถไฟด้วยว่า “เรือคลองผดุงฯ ถ้าคนใช้แค่เช้าเย็น เราว่า เหลือเรือแค่ 3-4 ลำไว้ในคลองนั้น แต่จัดรอบการให้บริการให้แมชต์กับความต้องการคนใช้ก็น่าจะดี ส่วนเรือที่เหลือ เอาไปจัดเป็นเรือนำเที่ยวก็น่าสนนะ”

ไปจนถึงความเห็นที่มองตรงกับผู้บริหาร กทม. ว่า “ถ้าขาดทุนขนาดนี้ ก็ควรหยุดแล้วพิจารณาแนวทางใหม่แหละ”