สธ. หารือ วธ.รับทัวร์จีนสายมู จ่อถก คปภ. ออกแบบกรมธรรม์นทท.ติดโควิด-19 ในไทย รักษาในรร.ได้

11.01.23 | 12:35 น.

สธ.เผย ไทยเตรียมพร้อมรับนทท.ทุกทาง “อากาศ-บก” ติดโควิดอาการน้อยรักษาที่โรงแรมได้ รอประเมินสถานการณ์อีก 2 สัปดาห์ ก่อนพิจารณาเปิดฮอสปิเทล แนะนำจองที่พักมาตรฐาน SHA Plus ช่วยดูแลตรวจ PCR ก่อนกลับ

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ข้อมูลสัปดาห์ที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-7 ม.ค.2566 ผู้ติดเชื้อใหม่เหลือ 900 กว่าราย ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจลดลง โดยผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 8 ราย เป็นเรื่องน่ายินดีที่ตัวเลขแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเฝ้าระวังโรคของไทย การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่ครอบคลุม เข็มที่หนึ่งกว่า ร้อยละ 80 และเข็มที่สอง กว่าร้อยละ 70 และคนไทยมีความรู้ในการดูแลตัวเอง ทั้งนี้ ตามที่เคยคาดการณ์ว่าหลังปีใหม่จะมีการติดเชื้อในลักษณะพุ่งสูงขึ้น (spike) แต่เท่าที่ดูตอนนี้ยังไม่เพิ่มขึ้นขนาดนั้น แต่เราจะดูช่วงหลังตรุษจีนด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาเที่ยวในไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะไปตามแหล่งท่องเที่ยวสายมู หรือวัดชื่อดังตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งจากการประชุมเตรียมการรองรับนักท่องเที่ยวช่วงเดือนม.ค. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการเองก็เตรียมการเรื่องนี้กัน ตั้งแต่การเตรียมคน วัคซีนให้พนักงาน เตรียมสถานที่เพื่อทำตามมาตรการการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล (Universal Prevention) ซึ่งถ้ามีความห่วงกังวลเรื่องวัด หรือสถานที่ต่างๆ เราก็จะประสานไปยังกระทรวงวัฒนธรรมเพิ่มเติม รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว

นพ.ธเรศ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเฝ้าระวังการเดินทางผ่านท่าอากาศยาน ทั้งการตรวจวัดอุณหภูมิ ให้ความรู้ผู้เดินทางว่าหากติดเชื้อโควิดจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะทำเพิ่มคือ ด่านบก เพราะส่วนหนึ่งเดินทางด้วยรถไฟที่กรมควบคุมโรคมีด่านอยู่แล้ว แต่ก็ได้สั่งการแล้วว่าให้ทำการเฝ้าระวังในกลุ่มผู้เดินทางเพิ่มขึ้น เช่น จ.เชียงราย จังหวัดชายแดน โดยจะใช้แนวทางเดียวกันคือ ถ้าประเทศปลายทางกำหนดว่าจะต้องตรวจ RT-PCR ก่อนกลับ ก็จะต้องมีการทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการรักษาโควิด วงเงินไม่ต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันมี 2 ประเทศที่กำหนด คือ อินเดีย และจีน

อย่างไรก็ตาม นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมฉีดวัคซีนโควิดให้ชาวต่างชาติ กรมควบคุมโรคได้เตรียมพื้นที่ใน กทม. ไว้ 2 จุด คือ 1.ศูนย์การแพทย์บางรัก โดยมีคำสั่งให้เปิดให้บริการทุกวัน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไปฉีด และ 2.สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) เขตบางเขน ส่วนกรมการแพทย์จะใช้สถาบันโรคผิวหนังเข้ามาช่วยฉีด ค่าบริการรวมวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า 1,180 บาทต่อเข็ม และไฟเซอร์ 1,380 บาท ทั้งนี้ พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ กรมควบคุมโรคจะนัดประชุมเตรียมความพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายว่าจะให้ทุกจังหวัดมีจุดฉีดวัคซีนสำหรับชาวต่างชาติ 1 จุด ซึ่งกรมฯ จะรวบรวมข้อมูลประกาศให้ประชาชนรับทราบ ขณะที่ บริการตรวจ RT-PCR ให้ผู้เดินทางก็จะอ้างอิงค่าบริการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยได้ประสานสถานทูตของแต่ละประเทศแล้วว่าเอกสารรับรองการตรวจโควิดจากหน่วยบริการที่กระทรวงสาธารณสุขรับรองสามารถใช้อ้างอิงได้ทั้งหมด ส่วนเรื่องสำคัญที่เราต้องดำเนินการ คือ การทำแบบฟอร์มกลางสำหรับผู้เดินทางที่สมัครใจฉีดวัคซีน

เมื่อถามว่ากรณีที่ชาวต่างชาติติดเชื้อโควิดแต่ประกันหมดจะต้องทำอย่างไร นพ.ธเรศ กล่าวว่า สำหรับประกันสุขภาพผู้เดินทาง เรากำหนดกรอบคร่าวๆ ว่า 1.ครอบคลุมรักษาโควิด 2.ครอบคลุมการรักษาประมาณ 7 วัน เท่าที่เราตรวจสอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมมติว่าถ้ามาท่องเที่ยว 7 วันและซื้อประกันมา กรณีการป่วยเกิดขึ้นก่อนวันที่ 7 เราก็ขอให้ประกันมีความครอบคลุมการรักษาอย่างน้อย 7 วัน ทั้งนี้ ข้อมูลประกันเดิมที่เคยมี พบว่า ประกันเพียงพอต่อการรักษาโควิดในปัจจุบัน

เมื่อถามถึงชาวต่างชาติที่ติดเชื้อโควิดแล้วอาการน้อย จะต้องจองโรงแรมต่อด้วยหรือไม่แล้วจะเข้าเกณฑ์ของประกันสุขภาพหรือไม่ นพ.ธเรศ กล่าวว่า เราได้หารือกับ คปภ. เรื่องแนวทางรักษาโควิดในปัจจุบันสามารถรักษาตัวแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ได้ซึ่งค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าการเข้ารักษาในโรงพยาบาล (รพ.) มาก ดังนั้น จะทำให้กรมธรรม์อัตราไม่สูง เราจึงให้ คปภ.ออกแบบประกัน ซึ่งเขายังมีความกังวลเล็กน้อยเรื่องอัตราการพบผู้ป่วย ซึ่งคาดว่า 2 สัปดาห์จะทราบข้อมูลนี้ อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะพักในโรงแรมที่มีมาตรฐาน SHA Plus ซึ่งพนักงานมีความพร้อมดูแลผู้ป่วยโควิด และมี รพ. เอกชนคู่สัญญารองรับการตรวจโควิดให้ผู้เข้าพัก และถ้าติดเชื้อก็มีระบบส่งต่อผู้ป่วย แต่หากไม่ได้พักในโรงแรม SHA Plus ก็ยังมีประกันสุขภาพที่สามารถเข้ารักษาใน รพ. ได้ เคลมได้ตามระบบ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการเปิดฮอสปิเทล (Hospitel) แต่ถ้ามีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ก็สามารถให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดระบบนี้ขึ้นมารองรับได้

Advertisement

เมื่อถามถึงการคาดการณ์โควิดหลังจากที่มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น นพ.ธเรศ กล่าวว่า เรามีการคาดฉากทัศน์ไว้ ซึ่งนักท่องเที่ยวระยะแรกคาดว่าจะไม่มาก อย่างจากประเทศจีน 3 เดือนแรกคาดว่าจะเข้ามา 3 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 5 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ขณะที่เราเปิดประเทศตั้งแต่ ต.ค.2565 นักท่องเที่ยวเข้ามาปกติแต่ยังไม่เห็นการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ส่วนหนึ่งนักท่องเที่ยวเองก็มีความระวังด้วย แสดงว่าระบบเฝ้าระวังดูแลได้ตามที่เราคาดการณ์