‘สภากทม.’ เห็นพ้อง ตั้งคณะกก.วิสามัญศึกษาปัญหา รถไฟฟ้าสายสีเขียว เฮียล้าเสนอให้กรุงเทพธนาคมล้มละลาย-วิรัช หวังรัฐบาลชุดใหม่รับภาระทั้งหมด
เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง มีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก ครั้งที่2 ประจำปี 2566 โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหาร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
ทั้งนี้ นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง หรือ เฮียล้าน ได้เสนอให้รวมญัตติ เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานคร (สภากทม.) ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาระบบขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กับ ญัตติของนายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย เรื่อง ขอให้สภากทม.ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เข้าด้วยกัน เนื่องจากทั้งสองญัตติเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้ ส.ก.ได้อภิปรายในคราวเดียวกัน ซึ่งที่ประชุมสภาเห็นชอบใช้ชื่อญัตติ เรื่อง ขอให้สภากทม.ตั้ง “คณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว”
นายสุทธิชัยกล่าวว่า หนี้สินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วย 1.ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง จำนวน 20,063 ล้านบาท 2.ค่าติดตั้งระบบการเดินรถ จำนวน 17,880 ล้านบาท และ 3.หนี้เงินกู้ตามข้อบัญญัติ กทม. เรื่องการกู้เงินเพื่อใช้ในการรับโอนทรัพย์สินและหนี้สินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จำนวน 51,785 ล้านบาท

“เรื่องรถไฟฟ้า กทม.ได้ดำเนินการมานาน จึงจำเป็นต้องศึกษาปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ส.ก.จึงต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ กทม.ซึ่งก็คือความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ ด้วย” นายสุทธิชัยกล่าว
ด้าน นายนภาพล ส.ก.เขตบางกอกน้อย กล่าวว่า ขณะนี้ กทม.ถูกฟ้องเป็นเงินจำนวนมาก จากที่ กทม.ต้องเดินรถตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งไม่ได้เกิดในสมัยของ ส.ก.ชุดปัจจุบัน ประกอบกับผู้ว่าฯกทม.ให้สัมภาษณ์มาตลอดเวลา การที่รถไฟฟ้าทวงหนี้มาจะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อสภา กทม.เห็นชอบ ซึ่ง กทม.ต้องจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น

“เป็นเรื่องที่ไม่มีที่สิ้นสุดและก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคตได้ การศึกษาครั้งนี้เป็นการสร้างแนวทางเพื่อหาทางออกให้ผู้ว่าฯกทม. โดยเป็นการพิจารณาจากคณะกรรมการที่มาจากรอบด้านทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ฝ่ายบริหารและ ส.ก. เชื่อว่าจะเป็นการแบ่งเบาภาระให้ กทม.สามารถใช้เงินได้ และไม่มีภาระผูกพันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตามสภา กทม. ต้องมีการศึกษาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะหากไม่ศึกษา กทม.จะมีหนี้กว่าแสนล้านบาท” นายนภาพลระบุ
ขณะที่ นายพีรพล กนกวลัย หรือเฮียเล้า ส.ก.เขตพญาไท กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ที่ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ การตั้งญัตติในวันนี้เพื่อให้สภา กทม.ชุดนี้รวบรวมปัญหาและเสนอฝ่ายบริหารให้ตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง ซึ่งจากการศึกษาข้อกฎหมายหลายฉบับ เห็นว่าการที่ กทม.ต้องใช้งบจำนวนมากกับโครงการนี้ แค่เริ่มต้น กทม.ต้องเป็นหนี้เงินกู้เพื่อเป็นค่างานโครงสร้างพื้นฐานของโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว และปัจจุบันต้องจ่ายเงินดอกเบี้ยจำนวนมาก

นายพีรพล ยังเปิดเอกสารรายงานการสอบบัญชี กทม. โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 ในหน้าที่ 16 ระบุว่า กทม.ได้กู้เงินระยะยาวจากกระทรวงการคลัง จำนวน 15,019 ล้านบาท ลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 และต้องชำระคืนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2573
นายพีรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าปี 2573 กทม.ทำงบประมาณสมดุล ต้องชำระเงินต้นจำนวน 15,019 ล้านบาท กทม.จะเกิดหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถทำโครงการอะไรต่อได้ รวมถึง กทม.ต้องชำระดอกเบี้ยปีละ 500 ล้านบาท โดยไม่ทราบว่าเงินกู้ก้อนนี้ไปใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตรงส่วนใด
“ปัญหาเกิดขึ้นจากการทำสัญญาไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการห้ามเปิดเผยสัญญา ซึ่งทางกฎหมายถือว่าไม่สุจริต สามารถให้เป็นโมฆะได้ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี มีกำไรมหาศาล แต่บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที ขาดทุนมหาศาล แสดงว่าสัญญานั้นไม่เป็นธรรม คนกรุงเทพฯ ต้องขึ้นรถโดยที่มีค่าใช้จ่ายสูง จึงอยากให้การศึกษาครั้งนี้มีทางออกเพื่อผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ
“เคที เป็นบริษัทจำกัด เป็นบริษัทเอกชนที่ กทม.เป็นผู้ถือหุ้น 50 ล้านบาท เป็นหุ้นที่ชำระเต็ม การที่เคทีไปก่อหนี้ โดยไม่ได้รับฉันทามติจากสภา กทม. เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เป็นหนี้กว่าหมื่นล้านบาท ให้ล้มละลายไป และปรับโครงสร้างหนี้ ทวงหนี้อยู่ได้ ให้ล้มละลายไปเลย แล้วเคทีมาปรับโรงสร้างหนี้ใหม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ กทม.” นายพีรพลกล่าว
นายพีรพลชี้อีกว่า กทม.ให้เงินเคที เป็นลักษณะให้เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าจ้างเดินรถ เหมือนกับการให้เงินอุดหนุนหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ การที่เคทีใช้เงินเกินกว่าเงินอุดหนุน ทางเคทีจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง กทม.ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบ อีกทั้งการสู้คดีที่ศาลปกครอง ควรจะอ้างถึงความไม่สุจริตของสัญญา เพื่อให้เกิดอำนาจต่อรองให้มากขึ้น

ด้าน นายวิรัช คงคาเขตร ส.ก.เขตบางกอกใหญ่ กล่าวว่า คำสั่ง คสช.ที่ 3/2562 ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ทั้งนี้ หลังการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น คาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาอาจจะรับภาระเรื่องนี้กลับไป เพราะว่ารถไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ ไม่ได้บริการเฉพาะคนกรุงเทพฯ เท่านั้น
“เราคาดหวังว่ามีรัฐบาลใหม่เข้ามา มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ขึ้นมา ท่านอาจจะเรียกผู้ว่าฯ กทม.เข้าไป บอกว่าเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่จ่ายให้หมด ก็เป็นเรื่องที่เรามีความสุข ก็แก้ปัญหาได้” นายวิรัชกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับญัตติ เรื่อง ขอให้สภา กทม.ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว และเสนอให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ 23 คน โดยเป็น ส.ก. 18 คน และฝ่ายบริหาร 5 คน ทั้งนี้ ไม่กำหนดระยะเวลาในการศึกษา

