เมื่อวันที่ 12 มกราคม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา ผบก.สอท.5 พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ ผกก.3 บก.สอท.5 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 จับกุมนายชนสร นพกร อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนได้ที่ เลขที่ 63/4 หมู่ 1 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช

สืบเนื่องจากเด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งย่านปากเกร็ด นนทบุรี ก่อเหตุสลดผูกคอใต้ต้นไม้เสียชีวิตพร้อมเขียนจดหมายลาตายขอโทษพ่อแม่ หลังถูกคนร้ายชักชวนให้ดูโฆษณาผ่านยูทูบเพื่อหารายได้พิเศษก่อนจะออกอุบายหลอกให้ลงทุนซื้อสินค้า 10 ชิ้น วางขายออนไลน์เก็งกำไรอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าจนเหยื่อหลงเชื่อฉกเงินแม่โอนไปให้ต่อเนื่องรวม 14,000 บาท ภายหลังเด็กคนดังกล่าวรู้ตัวว่าจะถูกหลอกจึงขอทวงเงินคืนแต่คนร้ายไม่ยอมโอนเงินให้จึงก่อเหตุสลดขึ้น เบื้องต้นตรวจสอบพบผู้ต้องหามีคดีต้องโทษคดีอาญา (พ.ร.บ.ยาเสพติด) 2 คดี ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2565 จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด ดำเนินคดี
ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่าตรวจสอบเส้นทางการเงินพลาซ่าพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. แบ่งมอบงานทั้งในส่วน บช.สอท.และตำรวจภูธรภาค 1 ฝ่ายสืบสวนตอนนี้จับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 5 คนจากการออกหมายจับไป 8 คน ซึ่งพฤติการณ์คือการนำเงินไปหลอกลวง ขบวนการสำคัญอยู่ที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา เฉพาะการทำผิดในกลุ่มนี้ ส่วนที่มีการจับกุมคือเป็นคนไทยที่ขายบัญชีตนเองเพื่อที่จะให้ขบวนการของคนจีนที่อยู่ในกัมพูชาใช้บัญชีในการโอนเงิน จึงต้องฝากเตือนประชาชนว่าถ้าใครใช้บัญชีม้าหรือขายบัญชีให้กับกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะขายเท่าไหร่ ก็จะต้องรับโทษเท่ากัน ดังนั้นที่ออกหมายจับไปจะมีการจับกุมทั้งหมดและไล่ต่อไปจนถึงขบวนการที่อยู่ในกัมพูชา
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของกัมพูชานั้นทางเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่าจุดโอนเงินอยู่ตรงจุดใด เบื้องต้นคืออยู่ที่ปอยเปตและทราบพิกัดกลุ่มทุนจีนดังกล่าวแล้ว ซึ่งโทรประสานกับ ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร.ของกัมพูชา จะต้องทำงานร่วมกันทั้งสองประเทศ ในส่วนการดำเนินการฝั่งไทยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมดรวมทั้งร้านรับแลกบิตคอยน์จะต้องตรวจสอบทั้งหมดว่ามีความเกี่ยวข้องหรือไม่หากเกี่ยวข้องต้องดำเนินคดี จึงอยากฝากไปยังร้านที่รับแลกบิตคอยน์ว่าขอให้ตรวจสอบว่าเงินที่นำมาแลกนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าเป็นเงินที่ไม่ถูกต้องอาจจะได้รับโทษในความผิดอาญาฐานฟอกเงินด้วย
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ผบก.สอท.3 พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 พ.ต.ท.ศักราช สาครไพศาล รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 จับกุม ม้าเร็วรายที่ 4 คือ นายโอภาส ผลาพรม อายุ 26 ปี ที่บ้านหลังหนึ่ง ภายในซอย 35 (รณชัยชาญยุทธ) ถนนรณชัยชาญ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”
สำหรับการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้มีความเชื่อมโยงกับบัญชีม้า ที่นำมาก่อเหตุในคดีออกอุบายชักชวนให้เด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ดูโฆษณาผ่าน YouTube เพื่อหารายได้พิเศษ ก่อนจะหลอกให้ลงทุนซื้อสินค้า 10 ชิ้น วางขายออนไลน์เพื่อเก็งกำไร โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า จนเหยื่อหลงเชื่อฉกเงินแม่โอนไปให้ต่อเนื่องกว่า 14,000 บาท ภายหลังเด็กคนดังกล่าวรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงขอทวงเงินคืน แต่คนร้ายก็ไม่ยอมโอนเงินให้ จึงก่อเหตุคิดสั้นผูกคอใต้ต้นไม้เสียชีวิต
จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเป็นเจ้าของบัญชีจริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

