สปสช.หารือร่วม กรมที่เกี่ยวข้องใน สธ. หาทางแก้ปัญหาการให้บริการป้องกันเชื้อเอชไอวี ระหว่างรอกฎหมาย เผยบัตรทองดูแลผู้ติดเชื้อกว่า 2 แสนราย ส่วนภาคประชาสังคม มีขอบเขตแค่ดูแล ตามคำวินิจฉัยแพทย์
เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อหารือถึงการแก้ไขปัญหาการให้บริการป้องกันเชื้อเอชไอวี การตรวจเชื้อเอชไอวีโดยสมัครใจ และบริการยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนการสัมผัส (PrEP) สำหรับผู้ที่ไม่ใช่สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง)
นพ.โอภาส กล่าวว่า ภาพรวมการดูแลรักษา การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคนั้นมีกองทุนหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) กองทุนประกันสังคม (สปส.) และสิทธิข้าราชการ เรื่องการรักษาโรครวมถึงโรคเอดส์นั้นไม่มีปัญหาเลย แต่ที่มีปัญหาคือการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ซึ่งในกรณีผู้มีสิทธิบัตรทองก็ไม่มีปัญหาเพราะสปสช.ดูแล แต่สิทธิประกันสังคมและข้าราชการอาจจะยังมีปัญหาเพราะไม่ได้ให้สิทธิตรงนี้ไว้ แต่ในภาพรวมงบประมาณทั้งหมดของ สปสช. 1.4 แสนล้านบาท นั้นมีที่เป็นปัญหาในส่วนของงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคกรณีผู้อยู่นอกสิทธิบัตรทองราวๆ 5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม มติที่ประชุมเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2565 สธ.รับปากว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิบัตรทอง สธ.จะดูแลให้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องค่าใช้จ่ายอะไร เพราะเดี๋ยวทางเราไปเคลียร์กับ สปสช.ทีหลัง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ประชาชนไม่ว่าสิทธิใดได้รับผลกระทบ ส่วนนสถานพยาบาลอื่นๆ นอกสังกัดสธ.นั้น สปสช.จะไปหารืออีกครั้ง ส่วนจะคุยกับอีก 2 กองทุนเพื่อให้จัดงบส่งเสริมสุขภาพหรือไม่นั้น จริงๆ อยู่ในกฎหมายของสปสช. มาตรา 66 ต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็จะแก้ปัญหาทุกอย่าง สปสช.ก็จะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
“ดังนั้นการที่บอกว่ากังวลว่าจะกระทบการควบคุมป้องกันโรค และทำให้เอดส์ระบาดอีกนั้น เป็นคำพูดที่ค่อนข้างเกินจริง” ปลัดสธ. กล่าวและว่า กรณีองค์กรภาคประชาสังคม (CBO) ที่เข้ามาช่วยดูแลกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อแต่ไม่สะดวกไปรับบริการภาครัฐ กรมควบคุมโรคก็วางระบบการให้ยา PrEP อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่ใช่หน่วยบริการสาธารณสุข เลยมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง 2-3 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ไม่สามารถวินิจฉัยแทนหมอ จ่ายยาแทนเภสัช หรือตรวจแล็บแทนเทคนิคการแพทย์ได้ ดังนั้นจึงทำได้ในแง่การให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพ การกินยา หากนักเทคนิคการแพทย์ตรวจแล็บแล้ว หมอวินิจฉัยแล้ว สั่งจ่ายยาโดยเภสัชฯ แล้ว เขาก็มีหน้าที่ไปรับยามาให้ และติดตามการกินยาจะได้ไม่ผิดกฎหมาย เป็นต้น

ด้าน นพ.จเด็จ กล่าวว่า จากข้อมูลตอนนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระบบบัตรทองประมาณ 2 แสนคน เป็นผู้ป่วยรายใหม่หลักหมื่นรายต่อปี และตั้งเป้าว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกินปีละ 1 พันราย ผ่านการให้ยา PrEP ซึ่งตอนนี้ หน่วยบริการสังกัดสธ. ทางปลัดสธ. ยืนยันให้บริการเต็มที่ ส่วนหน่วยงานอื่นๆ นอกสังกัดสธ. ตนได้เดินสายพูดคุยไปบางส่วนแล้ว อย่างกทม. ได้มีการพบผู้ว่ากทม. ท่านรับปากว่าหน่วยบริการในสังกัดกทม.ยินดีให้บริการ ส่วนกรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ ตำรวจก็หารือแล้ว กำลังจะหารือกับกรมแพทย์ทหารอากาศ อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กทม. ซึ่งมีองค์กรภาคประชาสังคมนั้นเราก็ขอความร่วมมือว่าระหว่างที่เราพยายามแก้ปัญหาทางด้านกฎหมายนั้น หากท่านสะดวกให้บริการ ก็ดำเนินการต่อได้ แล้วบันทึกข้อมูลไว้ก่อน อาจจะมีบางหน่วยที่ไม่สะดวก ก็ขอให้แจ้งต่อสปสช. เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ส่วนข้อกังวลว่าผลกระทบตรวจเอชไอวี ฟรี 2 ครั้งไม่ได้แล้วนั้นขอย้ำว่ายังทำได้เหมือนเดิม ส่วนข้อขัดข้องใดๆ เรากำลังแก้ไข
นพ.ธเรศ กล่าวว่า อาสาสมัครที่เข้ามาทำงานลักษณะนี้รูปแบบคล้าย อสม. ทำหน้าที่รับ ติดตามผู้ป่วย และไปส่งยาตามการรักษาวินิจฉัยของแพทย์ เภสัชฯ หลังจากเจาะและตรวจเลือดโดยเทคนิคการแพทย์แล้ว ซึ่งอาสากลุ่มนี้มีการอบรมและขึ้นปัจจุบันมี 335 คน ส่วนเรื่องความกังวลใจนั้น ปลัดสธ.ได้มอบคร. กรม สบส. และนักกฎหมายดูอยู่ ระหว่างนี้ท่านดูแลประชาชนตามระบบเดิมที่มีอยู่ ไม่ต้องกังวล เพราะท่านถือเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายนี้ ยึดในเรื่องบริการ ฝ่ายผู้จ่ายเงินก็พร้อม รอเรื่องกฎหมายให้พร้อม

ขณะที่ ทพ.อาคม กล่าวว่า ขออย่าเพิ่งเอาข้อกฎหมายมาเป็นข้อขัดข้องในการดำเนินการเลย ส่วนข้อกฎหมายที่ยังขัดข้องอยู่นั้น คร. และสบส. จะหาทางออก ซึ่งมีทางออกอยู่แล้ว ส่วนที่มีการระบุว่า สบส. ออกแนวทางปฏิบัติเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2565 ที่ไม่อนุญาตให้ CBO ทำได้นั้น คิดว่าน่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดในบริบทของกฎหมายมากกว่า ย้ำว่าหากได้รับการแต่งตั้งแล้ว สามารถดำเนินการทุกอย่างได้ตามข้อ 7 ของระเบียบกระทรวงสาธารณสุข 2562
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อ 7 ของระเบียบกระทรวงสาธารณสุข 2562 ระบุว่า บุคคลซึ่งได้รับมอบหมายตามข้อ 4 สามารถประกอบวิซาชีพเวชกรรมได้ เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้ (1) การบริการด้านเอชไอวี โรคซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน ดังนี้ (1.1) การให้บริการปรึกษาก่อนหรือหลังการตรวจ และบริการปรึกษาทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง (1.2) การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ เพื่อหาการติดเชื้อ (1.3) การเจาะโลหิตจากปลายนิ้ว เพื่อตรวจคัดกรองการติดเชื้อ (1.4) การตรวจหาการติดเชื้อโดยชุดตรวจแบบง่ายและรู้ผลเร็ว (1.5) การอ่านผลและร้ายงานผลตาม (1.2) (1.3) และ (1.4)
(2) การส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัย และเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา (3) การใช้ยา ดังนี้ (3.1) ยาสามัญประจำบ้านตามกฎหมายว่าด้วยยา เพื่อรักษาอาการเบื้องต้นที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวี โรคซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน (3.2) ยาที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสั่งจ่ายให้แก่ผู้รับบริการเฉพาะราย หรือเฉพาะคราวที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวี โรคซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน

