หลังเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้นำป้ายติดตั้งหน้าชุมชนป้อมมหากาฬยืนยันการรื้อถอนชุมชนและไม่รับข้อเสนอตั้งคณะกรรมการพหุภาคี (คลิกอ่าน กทม.ติดตั้งป้าย หน้าชุมชน ‘ป้อมมหากาฬ’ ยันรื้อแน่ปลายม.ค. 60 เมินตั้งพหุภาคี) ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ชุมชนป้อมมหากาฬเผยแพร่แถลงการณ์แสดงจุดยืน เรียกร้องให้ กทม.ตระหนักถึงสิทธิความเป็นมนุษย์และสิทธิในการอยู่อาศัย วอนอย่าใช้หลักการบริหารจัดการเมืองเพียงรัฐฝ่ายเดียวในการแก้ปัญหา ชี้ความเห็น กทม.ให้จ้างคนในชุมชนทำงานสวนสาธารณะ แสดงให้เห็นความไม่เข้าใจคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชุมชนดั้งเดิม ไม่เคยเข้าใจต่อกระบวนการต่อการมีส่วนร่วม ขาดความรับผิดชอบต่อเมือง
โดยแถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า
จุดยืนของชุมชนต่อการแสดงความคิดเห็นของ กทม.
1.ชุมชนป้อมมหากาฬไม่เคยโต้แย้งต่อสิทธิอันชอบธรรมในที่ดินของกรุงเทพมหานคร หากแต่ชุมชนป้อมมหากาฬและชุมชนในย่านเมืองเก่าเรียกร้องให้ กทม. ตระหนักและคำนึงถึงสิทธิความเป็นมนุษย์และสิทธิในการอยู่อาศัย
2.การจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคีนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของกรุงเทพมหานคร ที่มีอำนาจในการคิดร่วม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างชุมชนกับ กทม.
ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2559 ที่มีการเจรจาร่วมกันหลายฝ่าย คือ กทม. ชุมชนป้อมมหากาฬ คณะกรรมการสิทธิฯ และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองเก่านั้น มีข้อสรุปร่วมกันในการจัดตั้งคณะกรรมการพหุภาคี ซึ่งในการพูดคุยดังกล่าว ผู้บริหาร กทม.ที่ร่วมวงเจรจาได้ระบุให้ชุมชนเป็นคนดำเนินการยกร่างรายชื่อคณะกรรมการพหุภาคีขึ้นมา จึงเป็นสาเหตุให้ชุมชนได้เสนอร่างรายชื่อคณะกรรมการพหุภาคีเพื่อให้พิจารณาร่วมกัน โดยคณะกรรมการพหุภาคีที่ชุมชนและภาคีเครือข่ายยกร่างไม่ได้มีหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหากรณีชุมชนป้อมมหากาฬเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชุมชนในย่านเมืองเก่าด้วย
ร่างรายชื่อคณะกรรมการพหุภาคีดังกล่าวนั้นล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสังคม เป็นบุคคลที่สังคมให้การเคารพและยอมรับ หาก กทม.ติดขัดในรายชื่อเหล่านั้นก็ควรมีการมาคิดร่วมและกำหนดร่วมกัน ดีกว่าที่จะตั้งแง่ปฏิเสธไม่ยอมรับ ซึ่งกรณีเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า กทม.ในฐานะรัฐท้องถิ่นไม่พยายามที่จะคิดร่วมและยังใช้หลักการบริหารจัดการเมืองเพียงรัฐฝ่ายเดียวในการแก้ปัญหา ทั้งๆ ที่รัฐบาลเองก็ส่งเสริม สนับสนุน แนวทางการบริหารจัดการด้วยประชารัฐเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างปรองดอง
นั่นแสดงให้เห็นว่า กทม.ไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางของรัฐบาล อีกทั้งยังบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยมองแต่เรื่องการใช้งบประมาณเป็นหลัก มากกว่าการให้ความสำคัญต่อสิทธิ ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน
3.
3.1 ความเห็นที่ กทม.เสนอนั้นเป็นแนวคิดเช่นเดียวกับที่ชุมชนป้อมมหากาฬและภาคีเครือข่ายนำเสนอแทบทั้งสิ้น ซึ่งชุมชนป้อมมหากาฬมองว่า ภายใต้แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มีแนวทางในการบริหารจัดการแบบเดียวโดยรัฐ แต่สามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนได้
3.2 กรณีการสร้างสวนของ กทม.ที่มีแนวทางจะจัดจ้างคนในชุมชนเป็นลูกจ้างนั้น ชุมชนป้อมมหากาฬยืนยันว่า การต่อสู้ของชุมชนกว่า 24 ปีที่ผ่านมานั้น เรามุ่งหมายเพื่อรักษาความเป็นชุมชน โดยความเป็นชุมชนประกอบสร้างด้วยต้นทุนทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ความเป็นเครือญาติ พี่น้อง อันรวมถึงความภาคภูมิใจในความเป็นคนป้อมมหากาฬของชาวชุมชน
ความเห็นดังกล่าวของ กทม.แสดงให้เห็นว่า กทม.ไม่เคยเข้าใจต่อเรื่องความเป็นชุมชนไม่ว่าเป็นชุมชนใดๆ ในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่เคยเข้าใจและไม่ทำความเข้าใจต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชุมชนดั้งเดิม ไม่เคยเข้าใจต่อกระบวนการต่อการมีส่วนร่วมตามที่ชุมชนและภาคีเครือข่ายเสนอเลยแม้แต่น้อย
4.กรณีปัญหาความขัดแย้ง ต้นเรื่องของปัญหามาจาก กทม. แต่ กทม.กลับโยนความรับผิดชอบไปให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่า กทม.ในฐานะผู้บริหารเมืองขาดความรับผิดชอบต่อเมืองและประชาชนในเมืองแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะโดยหลักการของรัฐที่มีธรรมาภิบาลแล้ว ย่อมตระหนักและให้ความสำคัญกับเสียง สิทธิ และชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬ ภาคีเครือข่าย กัลยาณมิตร นักวิชาการ รวมทั้งภาคส่วนอื่นๆ จึงใคร่ขอวิงวอนต่อสังคมเพื่อพิจารณาและให้ความเป็นธรรมแก่ชุมชนด้วย

